svasdssvasds

พามาทำรู้จัก! " ข้าวลดโลกร้อน คืออะไร วิธีปลูก ประโยชน์ เป็นอย่างไร

พามาทำรู้จัก! " ข้าวลดโลกร้อน คืออะไร วิธีปลูก ประโยชน์ เป็นอย่างไร

วันนี้จะพามาทำความรู้จัก ข้าวลดโลกร้อน ว่าคืออะไร มีวิธีปลูกแบบไหน มีประโยชน์ยังไง โดยชาวนา 6 จังหวัดภาคกลางได้มีการปรับเปลี่ยนการทำนาด้วย 4 เทคโนโลยีที่ช่วยลดปัจจัยโลกร้อน ลดต้นการผลิตได้ด้วย

ในอดีตขั้นตอนการปลูกข้าวแบบดั้งเดิมชาวนามักปล่อยน้ำขังในนาข้าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก จากการหมักหมมจนเกิดก๊าซมีเทนต้นเหตุของภาวะโลกร้อน อีกทั้งการใช้น้ำปริมาณมาก อาจทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำได้ แต่…ปัจจุบันชาวนาใน 6 จังหวัดภาคกลางได้มีการปรับเปลี่ยนการทำนาด้วย 4 เทคโนโลยีที่ช่วยลดปัจจัยโลกร้อน และยังช่วยลดต้นการผลิตได้

พามาทำรู้จัก! \" ข้าวลดโลกร้อน คืออะไร วิธีปลูก ประโยชน์ เป็นอย่างไร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วันนี้จะพาไปดูข้าวลดโลกร้อน คืออะไร วิธีปลูก ประโยชน์ เป็นอย่างไร โดยฐานเศรษฐกิจ เปิดเผยข้อมูลจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึง 4 เทคโนโลยีทำนาลดโลกร้อน ซึ่งการทำนาลดภาวะโลกร้อนนั้น ทำได้ด้วย 4 เทคโนโลยี ดังนี้

1.เทคโนโลยีปรับพื้นที่ด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Leveling: LLL)

เป็นการปรับระดับพื้นที่นาข้าว โดยจะเกลี่ยดินจนกระทั่งพื้นที่แปลงนามีความสูง-ต่ำราบเรียบเสมอกัน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงการสูบน้ำเข้าแปลงนา ลดการใช้ปุ๋ย ลดจำนวนวัชพืช ประหยัดน้ำที่ใช้ในการปลูกข้าวประมาณ 30-50% และยังช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าว

2.การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWO)

ซึ่งเป็นเทคนิคการทำนาที่นักวิชาการแนะนำชาวนามาได้ระยะหนึ่งแล้ว โดยปกติการขังน้ำไว้ในนามากเกินไป แปลงนาจะกลายเป็นแหล่งเพาะโรคแมลงต่างๆ ทำให้ชาวนาต้องใช้สารเคมีกำจัดในภายหลัง ส่งผลให้คุณภาพดินเสื่อมลง โดยการทำนาเปียกสลับแห้งจะเป็นการให้น้ำแก่ต้นข้าวในระยะที่ข้าวต้องการเท่านั้น ซึ่งมีเครื่องมืออย่างง่ายเพื่อช่วยสังเกตระดับน้ำใต้ดินเป็นท่อพีวีซี (PVC) ที่มีขนาด 4 นิ้ว ยาวประมาณ 5 เซ็นติเมตร และเจาะรูรอบๆ ท่อประมาณ 4-5 แถว แต่ละแถวห่างกัน 5 เซ็นติเมตร ซึ่งการทำนาด้วยวิธีนี้จะช่วยให้ระบบรากข้าว การแตกกอและความสมบูรณ์ของรวงข้าวดีขึ้น และช่วยประหยัดน้ำได้สูงสุด 50% และยังประหยัดค่าเชื้อเพลิงสูบน้ำได้ถึง 30% อีกทั้งยังลดการระบาดของแมลงและประหยัดค่าดูแลด้วย หลังจากปรับระดับที่ดินและควบคุมการใช้น้ำแล้ว

3.การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

หรือที่รู้จักกันในชื่อ“ปุ๋ยสั่งตัด”โดยการใช้ปุ๋ยมาเกินไปนั้นทำให้ดินเสื่อมสภาพ และส่งผลกระทบต่อคุณภาพข้าว จึงมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเท่าที่จำเป็นเพื่อให้พอดีกับความต้องการของข้าวและดิน โดยชาวนาสามารถเก็บตัวอย่างดินในแปลงนาไปส่งตรวจกับ“หมอดิน”หรือกรมพัฒนาที่ดินในพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์หาความอุดมสมบูรณ์ของดิน และนำไปสู่การใช้ปุ๋ยที่ถูกสูตรถูกอัตรากับคุณภาพของดิน

และ 4.การจัดการฟางและตอซัง

โดยทั่วไปชาวนามักเลือกการเผาฟางและตอซัง เนื่องจากการปล่อยให้ย่อยสลายตามธรรมชาตินั้นใช้เวลานาน ไม่สอดคล้องกับการทำนาปีละหลายครั้งของบางพื้นที่ แต่การเผานี้ทำให้ธาตุอาหารที่อยู่ในฟางข้าวและตอซังคือไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมถูกทำลาย โดยไนโตรเจนจะถูกทำลายไป 93% และฟอสฟอรัสหายไป 20% จึงเป็นเหตุให้ดินเสื่อม อีกทั้งยังก่อให้เกิดมลพิษ ฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 และเกิดก๊าซเรือนกระจก ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

แนะจัดการฟางข้าวและตอซังโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำในการจัดการฟางข้าวและตอซังโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม คือการเอาฟางข้าวออกจากแปลงนาด้วยการอัดเป้นฟางก้อน สำหรับเป็นอาหารสัตว์ หรือเป็นวัสดุเพาะ จากนั้นไถกลบตอซังแล้วปล่อยทิ้งไว้ 1 เดือนก่อนเตรียมดิน โดยพบว่าการไถกลบตอซังแล้วปล่อยทิ้งไว้ 15 วันในสภาพดินแห้งหรือชื้นก่อนการเตรียมดิน สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีในนาข้าวในฤดูเพาะที่ 2 และฤดูต่อๆ ไป โดยยังคงให้ผลผลิตมากเท่าเดิม

อย่างไรก็ตามสำหรับ 4 เทคโนโลยีที่กล่าวมา เป็นเทคโนโลยีที่โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือโครงการไทย ไรซ์ นามา (Thai Rice NAMA) ส่งเสริมแก่ชาวนาใน 6 จังหวัดภาคกลางเขตชลประทาน คือ จ.ชัยนาท จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี และ จ.สุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ 2.8 ล้านไร่

ไม่เพียงเท่านี้ยังมีโครงการไทยไรซ์นามา ซึ่งเป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี ระหว่าง พ.ศ.2561-2566 โดยได้รับทุนสนับสนุนโครงการจากกองทุนที่ก่อตั้งโดยอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (NAMA Facility) 14.9 ล้านยูโร หรือประมาณ 513 ล้านบาท

related