• ไทย
  • English
  • ไทย
  • English
  • วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
         

    ป.ป.ช. ฟัน 4 พลตำรวจ ทุจริตซื้อมอเตอร์ไซค์ 1.9 หมื่นคัน ส่งอัยการฯดำเนินคดีอาญา แม้เกษียณแล้วก็ลงโทษได้

    [post_view]

    วันที่ 20 มี.ค.60–รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ได้ลงนามในหนังสือเพื่อส่งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อขอให้พิจารณาโทษทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 4 คน หลังจากคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียงชี้มูลความผิดพล.ต.ท.ประชิน วารี รองจเรตำรวจ (สบ.9) กับพวกรวม 13 คนว่า ร่วมกันทุจริตในการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจ รุ่นไทเกอร์ พร้อมอุปกรณ์ (ทดแทน) จำนวน19,147 คัน ตามฐานความผิดทุจริตต่อหน้าที่ และกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 โดยคณะกรรมการป.ป.ช.มีความเห็นว่า การกระทำของพล.ต.ท.ประชิน พล.ต.ต.สมพงษ์ น้าเจริญ และพล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ มีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ของทางราชการ มติ ครม. เกี่ยวกับจรรยาบรรณของตำรวจ และนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อราชการอย่างร้ายแรง รวมทั้งฐานความผิดประมาทเลินเล่อในราชการ เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงตามพ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2547

    22

    นอกจากนี้ จากการไต่สวนยังพบว่า พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองและผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ ตามพ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2547 และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือการกระทำใดๆ โดยมุ่งมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. จึงขอให้ผู้บังคับบัญชาหรือมีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนได้พิจารณาลงโทษภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับเรื่องจากป.ป.ช. รวมทั้งส่งสำเนาการลงโทษกลับมาให้ป.ป.ช.ภายใน 50 วันนับตั้งแต่วันที่ออกคำสั่ง ส่วนความผิดทางอาญาให้ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการแก่บุคคลดังกล่าว

    33

    ด้านพล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า คณะกรรมการป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลเรื่องดังกล่าวแล้วโดยผู้กระทำความผิดทั้งหมดอยู่ในคณะกรรมการจัดซื้อและคณะกรรมการประกวดราคา ปัจจุบันเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่สามารถดำเนินการทางวินัยได้ ซึ่งหากผิดวินัยร้ายแรงมีโทษถึงขั้นไล่ออก ปลดออก แล้วแต่รายละเอียดของแต่ละคน เป็นหน้าที่ของสตช.ที่จะพิจารณา

    55

    ขณะที่นายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการป.ป.ช. กล่าวว่า การที่คณะกรรมการป.ป.ช.ได้พิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งทั้งที่ได้ชี้มูลความผิดไปแล้วเมื่อปี 2557 เนื่องจากมีผู้ถูกกล่าวหา 2 – 3 ราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการป.ป.ช.เข้ามา ดังนั้นจึงไปพิจารณาอีกครั้งในประเด็นของความเสียหายที่เกิดขึ้นในคดี แต่เมื่อไต่สวนแล้วนำกลับมาให้คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาอีกครั้ง ก็ยังมีมติยืนคำชี้มูลความผิดตามมติเดิม จึงได้ส่งเรื่องไปที่สตช. เพื่อให้ดำเนินการทางวินัยและอาญา

    ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งหนังสือถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวหา พล.ต.ท.ประชิน วารี รองจเรตำรวจ กับพวกรวม 13 นาย ร่วมกันทุจริตจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจ พร้อมอุปกรณ์ทดแทน 19,147 คัน

    ในรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนน 9 เสียง สรุปว่า การกระทำของ พล.ต.ท.ประชิน พล.ต.ต.สมพงษ์ น้าเจริญ พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ มีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบของทางราชการ และฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ส่วนการกระทำของ พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ มีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรง ฐานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มีควรได้ ส่วนอีก 9 ราย มีความผิดแตกต่างกัน

    ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเป็นการภายใน โดยตำรวจทั้ง 13 นาย มีทั้งยังรับราชการและเกษียณราชการไปแล้ว ซึ่งการดำเนินการจะแตกต่างกัน เช่น กลุ่มที่ยังรับราชการจะพิจารณาโทษ ประกอบด้วย ภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง ตัดเงินเดือน ปลดออก และไล่ออก โดยเสนอให้ ผบ.ตร.พิจารณาสั่งการ



    Comments

    THEN