• ไทย
  • English
  • ไทย
  • English
  • วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
         
    Slider

    “สมคิด” ชี้! หากปีนี้เน็ตหมู่บ้านไม่เกิด ปลด ขรก. ทันที

    [post_view]

    วันที่ 17 พ.ค. 60 — นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนา True Business Forum 2017 ภายใต้แนวคิด Smart Thailand 4.0 ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยดิจิทัลสู่การแข่งขันระดับโลก ว่า การจัดงานของกลุ่มทรูในวันนี้ เชื่อว่าจะช่วยสร้างช่องทางใหม่ ๆ ด้านการค้าขายให้กับผู้ประกอบการได้มากขึ้น และน่าจะทำให้เกิดการตื่นตัวกับผู้ประกอบการ แต่สิ่งที่ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมต้องเร่งดำเนินการ คือ “เรื่องอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน” ซึ่งต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จในปีนี้ และหากข้าราชการคนใดไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ก็ต้องปลดออก และหากกำลังคนไม่พอ ก็ต้องขอมายังส่วนกลางทันที เพราะหากดำเนินการได้ ก็จะช่วยในเรื่องการศึกษา การค้าขาย และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนได้ดีขึ้น และได้แนะนำกลุ่มทรูให้เข้าไปเจาะกลุ่มสถาบันการศึกษา เพื่อให้กลุ่มนักเรียนได้ทดลองการทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัพ และหากรายใดมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ ก็ควรให้ทุนสนับสนุนเพื่อต่อยอดการทำสตาร์ทอัพไปยังมหาวิทยาลัย เพราะขณะนี้ กลุ่มธุรกิจต่างชาติ เช่น หัวเหว่ย, อาลีบาบา และลาซาด้าจะเข้ามาเจาะตลาดในไทยแล้ว

    ส่วนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทย ในไตรมาสแรกที่เติบโตร้อยละ 3.3 ถือว่า ทำได้ดีในระดับหนึ่ง ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังหดตัว เพราะหลายประเทศหลักที่ไทยส่งออกไป เติบโตไม่ถึงร้อยละ 2 แต่สาเหตุที่จีดีพีของไทยเติบโตได้เพียงแค่ระดับนี้ ไม่ใช่แค่เพียงเพราะเหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมาไม่สงบ แต่เพราะมีข้อจำกัด เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ไทยเน้นแต่การส่งออก จนมองข้ามกำลังซื้อในประเทศ เมื่อเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ไทยจึงได้รับผลกระทบมาก และราคาสินค้าเกษตรก็ตกต่ำหลายปีติดต่อกัน ทำให้ต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ที่สำคัญผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ยังไม่กล้าที่จะเปิดตลาดในกลุ่มประเทศเออีซี และหากสังเกตถึงประเทศสิงคโปร์ ก็จะพบว่าการเติบโตของจีดีพีอยู่ที่ร้อยละ 2 เท่านั้น จากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เติบโตถึงร้อยละ 7-8 ทำให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างเช่นเดียวกับไทย ที่ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ก็ประสบกับปัญหานี้แล้ว แต่รัฐบาลเดิมกลับไม่มีการแก้ไข

    ส่วนเรื่อง “ค่าแรงราคาถูก” คงไม่ใช่จุดแข็งของไทยอีกต่อไป นับตั้งแต่มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และยังมีการเรียกร้องให้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 600 บาท ซึ่งอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมากในอนาคตจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ เพราะในอนาคตจะต้องแข่งขันกันด้วยระบบดิจิทัลและนวัตกรรม ที่จะมาช่วยลดต้นทุนของสินค้าต่อหน่วยและเพิ่มมูลค่าให้สินค้า ซึ่งในเรื่องนี้ยังถือว่า มีความน่ากังวล เพราะกลุ่มเอสเอ็มอีไทยยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ ซึ่งตลาดที่ควรจะเริ่มการพัฒนามากที่สุด คือ ด้านการท่องเที่ยว เช่น การทำหมู่บ้านโอทอป ซึ่งรัฐบาลก็พร้อมผลักดันด้วยการกระจายงบประมาณไปสู่ต่างจังหวัด จากเดิมที่กระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลางเท่านั้น เพื่อให้แต่ละพื้นที่มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น และภาครัฐฯ ก็จะคอยสนับสนุนในเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐานอีกทางหนึ่ง

     


    Comments

    THEN