• ไทย
  • English
  • ไทย
  • English
  • วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
         

    “ประยุทธ์” โว!  2-3 ปี ระบายข้าว 13 ล้านตัน  ได้เงินกว่า 1 เเสนล้าน

    [post_view]

    วันที่ 29 พ.ค.60-เมื่อเวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม “Thailand Rice Convention 2017” เเละกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การค้าข้าวไทยและทิศทางในอนาคต” ใจความตอนหนึ่งว่า ในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา เรามีปัญหามากมาย  ทำให้การผลิตข้าวในแต่ละปีมีมากบ้างน้อยบ้าง ต้องมีการเก็บสำรองไว้บ้างเราจึงจำเป็นต้องมีหลายมาตรการในการให้ความสำคัญทั้งในความต้องการและการผลิต ถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะถ้าเรามุ่งหวังแต่เพียงผลิตให้มากเพื่อส่งออกก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเรามีการแข่งขันกันทั่วโลก จึงต้องมาคิดว่าทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างกัน

    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องข้าวอย่างมาก ซึ่งเรื่องการสำรองข้าวนั้น  ประเทศไทยต้องการที่จะแก้ไขข้าวที่อยู่ในสต๊อกของรัฐเป็นอันดับแรก มีการวางกรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวอย่างต่อเนื่อง  ทำให้สามารถระบายข้าวในส่วนนี้ออกไปได้ ซึ่งเรามีทั้งหมดอยู่ 18,000,000 ตัน เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้กดทับตลาดอยู่ ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระเก็บรักษาเดือนละกว่า 1,000 ล้านบาท ผลการดำเนินการในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราสามารถระบายได้จำนวน 13ล้านตัน มูลค่า 100,000 กว่าล้านบาท ถึงรัฐบาลตั้งใจจะระบายทั้งหมดแต่จะต้องไม่มีผลกระทบ ถือเป็นการลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ตลาดข้าวลงมาสู่ภาวะปกติให้ได้โดยเร็ว เกษตรกรไม่ต้องกังวลรัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด

    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหาข้าวคงเหลือในสต๊อกนั้น    ทำให้มีผลกระทบกับวงจรข้าวและการค้าข้าวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา    ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องแก้ปัญหาในเรื่องของความยากจนของเกษตรกรให้ได้อย่างยั่งยืนโดยเร็ว ซึ่งไม่เคยทำวันนี้แล้วพรุ่งนี้เลิกจำเป็นต้องทำต่อเนื่องและไม่ให้เกิดขึ้นมาอีก ดังนั้น ปัญหาเข้าทางระบบจึงมีความซับซ้อนทั้งการผลิตการค้าการส่งออกและการแปรรูปจำเป็นต้องวางแผนสร้างองค์ความรู้โดยอาศัยทั้งเวลาและงบประมาณเพื่อแก้ไขในทุกๆ ปัญหา


    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง   ถ้าไม่แก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืน ไม่เข้าใจรากเหง้าของปัญหา หรือเข้าใจว่าปัญหาเกิดจากอะไร ทั้งจากรัฐบาลหรือตัวเกษตรกร ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เลย รัฐบาลจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติอย่างชัดเจนมุ่งหวังให้เกิดเสถียรภาพในทุกๆ ด้านเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทยและทำให้ประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำในการค้าข่าวและมีนวัตกรรมเกี่ยวกับสินค้าข้าวเป็นที่ยอมรับของสากล 


    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลจึงได้วางแนวทางโดยการสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวนา การบริหารจัดการพื้นที่ปลูกข้าวและพืชเกษตรอื่นๆ เพื่อให้มีปริมาณและคุณภาพที่ดีตรงกับศักยภาพของพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การลดต้นทุนการผลิตข้าวถือเป็นสิ่งสำคัญ รวมทั้งการยกระดับคุณภาพข้าว การพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนการขนส่ง ผู้ประกอบการตรงกลางต้องเข้าใจและเห็นใจต้องช่วยรัฐบาลและเห็นใจเกษตรกร รวมทั้งผู้ซื้อด้วย ทำอย่างไรจะให้เกิดความสมดุลเกิดประโยชน์เท่าเทียมและเป็นธรรม


    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มิติใหม่ของข้าวไทย เราจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างค่านิยมให้กับเกษตรกรไทย ให้ตระหนักถึงการพัฒนาและการพึ่งพาตัวเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อศึกษาในพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และแนวทางของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ได้ทรงรับสั่งไว้เพื่อให้เกิดความขับเคลื่อนเกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี เราต้องเจริญเติบโตจากภายในให้ได้ 

    "ปัญหาเรื่องหนี้สินของเกษตรกรที่มีอยู่ ตนเข้าใจ ซึ่งส่วนนี้ก็ต้องแก้ปัญหา เราต้องพยายามแก้ไขและหารายได้เพิ่ม รัฐบาลนี้พร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรในทุกๆ ด้านเพื่อลดต้นทุนในการผลิตการเพิ่มประสิทธิภาพแปรรูปข้าวและส่งเสริมวิจัยนวัตกรรมต่างๆ รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่เพื่อต้องการให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันอย่างน้อยประมาณ 1,000 ไร่ขึ้นไป เพื่อลดต้นทุนในการผลิตเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ถ้ากระจัดกระจาย รัฐบาลจะส่งเสริมและสนับสนุนอะไรไม่ได้เลย จึงขอฝากภาคเอกชนช่วยกันดูและให้การสนับสนุนเกษตรแปลงใหญ่เพราะเรามีข้าวหลายประเภทถ้าเราสามารถเจาะกลุ่มเป็นนาแปลงใหญ่ได้ก็จะมีอำนาจในการต่อรองราคาทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น"” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับการเจรจาซื้อขายข้าวในลักษณะของรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี )ซึ่งจะต้องโปร่งใสเป็นธรรมมีประสิทธิภาพกับประเทศผู้นำข้าวทั้งจีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย อีรัก อิหร่าน ในปี 2557 นั้นรัฐบาลได้ส่งมอบข้าวไปยังต่างประเทศภายใต้สัญญาจีทูจี ประมาณ 3.43 ล้านตัน มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท

    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลสนับสนุนกลไกตลาดมารองรับสินค้า โดยเร่งส่งเสริมตลาดชุมชนจากท้องถิ่นโดยตรง เพื่อส่งตรงไปยังตลาดกลาง ศูนย์กระจายสินค้าข้าว เชื่อมโยงตลาดเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพื่อให้ภาพลักษณ์ของข้าวไทยมีความโดดเด่นมากขึ้น และเชื่อมโยงวัฏจักรข้าวไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย ในลักษณะท่องเที่ยววิถีชุมชนให้ผู้บริโภคพบปะโดยตรงกับชาวนาไทย รวมถึงตลาดผลไม้ด้วย ซึ่งคนทั้งโลกให้ความสำคัญกับข้าว เพราะคืออาหารโลกในอนาคต ต้องสร้างสตอรี่ให้เห็นคุณค่าข้าว แยกเป้าหมายคุณภาพของข้าวให้ถูกต้อง เพิ่มการวิจัยพัฒนา ใช้กลไกประชารัฐในการผลิตและจำหน่าย สร้างการรวมกลุ่ม ถ้าไม่เกิดการรวมกลุ่มการกระจายงบประมาณก็เป็นไปไม่ได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนทำการตลาด กระจายความรู้ เทคโนโลยี โดยเอกชนต้องช่วยลดต้นทุนด้วย โดยเฉพาะที่ต้องใช้เครื่องจักรอย่างโรงสีต้องแบ่งปันกันในช่วงที่ยังไม่พร้อมในหลายๆ เรื่อง ต้องพึ่งพาเกษตรแนวใหม่ โดยไม่ทิ้งเกษตรแนวเดิมที่เป็นรากเหง้า ไม่ใช่แก้ปัญหาปลายทาง ไม่อย่างนั้นปัญหาก็วนเวียนแก้ไม่จบไม่สิ้น ต้องปรับเปลี่ยนให้เกิดประโยชน์

     

     

    “ถ้าสามารถเอาข้าวแปรรูปมูลค่าสูงขึ้น ไม่พูดหนี้สินเดิมอันนั้นต้องแก้ปัญหาไป ต้องปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเหมาะสม ดิน น้ำ สอดคล้องกับความต้องการ สร้างสินค้าข้าวมีมูลค่าเพิ่ม ทำการตลาดเอง กำหนดราคาสินค้าด้วยตัวเอง โดยอยู่ที่คุณภาพ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า  ฝากถึงกระทรวงพาณิชย์เรื่องการแก้ปัญหาสินค้าการเกษตรโดยเฉพาะข้าวให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ซึ่งจะมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการพัฒนาข้าวอย่างยั่งยืน โดยทุกหน่วยงานต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน ตนไม่ต้องการให้ต่างคนต่างทำ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ต้องทำงานกอดคอไปด้วยกัน ตนจะประเมินทั้งสองกระทรวง รวมถึงกระทรวงอื่นด้วย และฝากภาคเอกชนด้วยว่าจะช่วยประชาชนได้อย่างไร เพื่อทำให้เราเข้มแข็งไปด้วยกัน เราต้องไม่มีคนยากจนมากเกินไปและมีศักดิ์ศรีในการดำเนินชีวิต



    Comments

    THEN