ศาลสั่งนอนคุก 318 ปี! นายกฯอบต.เมืองน้ำดำ เหตุทุจริตในหน้าที่

วันที่ 6 เม.ย.60- นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 3513/2554 การทุจริตเรียกรับเงินการช่วยเหลือให้สอบเข้าได้และบรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานส่วนตำบลทุ่งคลองและกระทรวงมหาดไทย ที่พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายถาวร บุตรศรี อดีตนายกอบต.ทุ่งคลอง อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ที่เป็นประธานคณะกรรมการบริหาร อบต.ทุ่งคลอง พ.ต.ท.จักรินรัชต์ อินทร์แปลง ฐานะประธานสภา อบต.กมลาไสย นายสมบัติ หรือพงศ์ศรัณย์ พิมโคตร ปลัด อบต.สำราญ ว่าที่ร้อยตรีสุรสิทธิ์ ศิริ ปลัดอบต.สมเด็จ นายฉลอง เทือกภูเขียว ปลัด อบต.ทุ่งคลอง นายฉัตรชัย เยื้องกลาง ปลัด อบต.ภูแล่นช้าง นายวิชัย จันทุดม ปลัด อบต.ดินจี่ นางมัทนารัตน์ กงกาหนหรือสัตราศรี สมาชิกสภา อบต.ทุ่งคลอง นายอมร อ่อนรัชชา ปลัดเทศบาลตำบลโพน นางสังวร อ่อนรัชชา มารดาของนายอมร นางสาวสุดใจ หรือปรุดา หรือนพัชภรณ์ ศรีบ้านโพน พนักงานจ้างตามภารกิจเทศบาลตำบลโพน


นายธิติ คูสกุลรัตน์ นายก อบต.หนองผือ นางทิวาพร บุญตราน อาจารย์ 3 ระดับ 8 โรงเรียนบ้านสี่แยกสมเด็จ นายศิริศักดิ์ คะยอมดอก ปลัดอบต.สายนาวัง นายพูลรัตน์ วารีพิณ ปลัดอบต.หนองบัว นางเกศฎาพร ภูพานเพชร ฐานะเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี อบต.ทรายทอง นางอารีย์ หรือณิชชา วงศ์เกษม ปลัดเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ นายพรวิทย์ สิทธิจินดา นายกอบต.สหัสขันธ์ นายพิเชษฐ์หรือชัยมงคล จันทสา ปลัดอบต.โนนน้ำเกลี้ยง นายสุขุม หรือสุขุมวรัชญ์ อัครเศรษฐัง นายกอบต.ยางตลาด นายชาญชัย หรือณฐาภพ สีดาแก้ว ปลัดอบต.คำโนนสะอาด นายสมบัติ วรรณฤทธิ์ ผอ.โรงเรียนบ้านคำพิมูล นายสุลขิต แก้วสุทอ เจ้าพนักงานปกครอง 7 นางนิยดาหรือกานติญาดา นาไชยโย นักวิชาการเงินและบัญชี นายวิไล ดลเจิม หัวหน้าส่วนการโยธา อบต.โนนน้ำเกลี้ยง และนางสาวบุษยา มหาโชติ หัวหน้าส่วนการคลัง อบต.เนินยาง (โดยทั้งหมดเป็นตำแหน่งขณะเกิดเหตุเมื่อปี 2548) เป็นจำเลยที่ 1-26 


ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 , 157 และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความหรือดูแลรักษาเอกสารกระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่มีหน้าที่นั้น, ปลอมและใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 161 , 264 , 265 , 268


โดยศาลพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 และ 5 สูงสุดเป็นเวลา 50 ปี ,จำเลยที่ 2-4 ,7,9 จำคุกคนละ 20 ปี, จำเลยที่ 8 จำคุก 6 ปี, จำเลยที่ 11 และ 22 จำคุก คนละ 12 ปี , จำเลยที่ 13-16 , 19-21 ,24-26 จำคุกคนละ 4 ปี และจำเลยที่ 17 , 18, 23 จำคุกคน 8 ปี ส่วน นางสังวร อ่อนรัชชา จำเลยที่ 10 และนายธิติ คูสกุลรัตน์ นายก อบต.หนองผือ จำเลยที่ 12ได้เสียชีวิตระหว่างพิจารณา ศาลจึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ


สำหรับคำพิพากษาคดีนี้ความยาวกว่า 380 หน้า สรุปพฤติการณ์กระทำผิดได้ว่า เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2548 อบต.ทุ่งคลอง ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันพนักงานส่วนตำบล 12 ตำแหน่ง กำหนดวันรับสมัครตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. – 10 เม.ย. 2548 กำหนดสอบข้อเขียนวันที่ 21-22 พ.ค. 2548 ประกาศผลผู้สอบผ่านข้อเขียนและมีสิทธิสอบสัมภาษณ์วันที่ 3 มิ.ย. 2548 และให้สอบสัมภาษณ์วันที่ 11 มิ.ย. 2548 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงนามแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 -7 เป็นคณะกรรมการดำเนินการสอบ และจำเลย ที่ 1-7 ยังเป็นคณะกรรมการตรวจข้อสอบ ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2548 ได้ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้จำนวน 881 ราย การสอบแข่งขันนั้น จำเลยที่ 1-7 ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมในการเรียกรับเงินตั้งแต่ 100,000 – 400,000 บาทเพื่อช่วยเหลือผู้เข้าสอบ โดยมีจำเลยที่ 8 -26 เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนกระทำความผิด การกระทำนั้นทำให้เกิดความเสียหายแก่ อบต.ทุ่งคลอง และกระทรวงมหาดไทย เหตุเกิดที่ต.กาฬสินธุ์ , ต.โพนทอง , ต.หนองกุง และต.ในเมือง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

โดยศาลพิจารณาข้อเท็จจริงแล้ว ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1-7 เป็นคณะกรรมการตรวจข้อสอบ เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลรักษากระดาษคำตอบของผู้ที่เข้าสอบ เพื่อมิให้มีการแก้ไขและทุจริตในการตรวจกระดาษคำตอบ แต่กลับปรากฏว่ากระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบมีการแก้ไขอย่างประจักษ์ชัดแจ้ง ไม่น่าเชื่อว่าผู้เข้าสอบในรายดังกล่าวจะสามารถทำข้อสอบได้ภายในเวลาอันจำกัดจนทำให้สอบได้ ประกอบกับข้อเท็จจริงยังฟังได้ว่าจำเลยที่ 1-7 ร่วมกันปลอมเอกสารราชการโดยนำกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบมาแก้ไขให้ข้อที่ระบายคำตอบผิด ให้เป็นถูก การกระทำของจำเลยที่ 1-7 เป็นตัวการร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และมูลเหตุที่จำเลยที่ 1-7 ได้ร่วมกันกระทำนั้นเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับการที่มีการจ่ายเงินให้กับพวกจำเลยวัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ช่วยเหลือผู้เข้าสอบนั้นให้สอบได้

ข้อเท็จจริงสอดคล้องตรงกับคำให้การของพยานซึ่งให้เงินพวกจำเลย และพยานที่ให้การกับอนุกรรมการและเลขานุการของคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกอบกับไม่พบข้อเท็จจริงว่าพยานเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับพวกจำเลยมาก่อน พฤติการณ์จึงทำให้เชื่อว่าพวกจำเลยร่วมกันเรียกรับเงิน โดยมีจำเลยที่ 8-26 เป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือให้จำเลยที่ 1-7 ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเพื่อตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1-7ในการตรวจข้อสอบเพื่อช่วยเหลือผู้เข้าสอบ ส่วนข้อต่อสู้ปฏิเสธว่าไม่ได้เรียกรับเงินนั้นไม่มีเหตุผลให้น่ารับฟัง


จึงพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม มาตรา 149 , 157 , 161 , 265 , 268 วรรคแรก ให้จำคุก 8 กระทงๆละ 9 ปี เป็นจำคุก 72 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินฯ , ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริตฯ จำคุก 40 กระทงๆละ 6 ปี เป็นจำคุก 240 ปี และฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมโดยเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุกอีก 6 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 318 ปี แต่เมื่อนับโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 สูงสุดมีกำหนด 50 ปี


ส่วนจำเลยที่ 5 ให้จำคุก 9 ปี ฐานเรียกรับทรัพย์สินฯ , ฐานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริต จำคุก 47 กระทงๆละ 6 ปี เป็นจำคุก 282 ปี และฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมโดยเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุกอีก 6 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 288 ปี แต่เมื่อนับโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 5 สูงสุดมีกำหนด 50 ปี


สำหรับจำเลยที่ 2 – 4, 6,7 มีความผิดตามมาตรา 157 , 161 , 265 , 268 วรรคแรก ให้จำคุก 48 กระทงๆ ละ 6 ปี เป็นจำคุกคนละ 288 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมโดยเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุกอีกคนละ 6 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 2 – 4, 6,7 สูงสุดคนละ 20 ปี


ส่วนจำเลยที่ 8 มีความผิดตาม มาตรา 149 ให้จำคุก 6 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินฯ
และจำเลยที่ 9 ,11, 13-26 มีความผิดตาม มาตรา 157 โดยจำเลยที่ 9 ให้จำคุก 7 กระทงๆละ 4 ปี เป็นจำคุก 28 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 9 มีกำหนดสูงสุด 20 ปี


ส่วนจำเลยที่ 11 ให้จำคุก 3 กระทงๆ 4 ปี เป็นจำคุก 12 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริตฯ ขณะที่จำเลยที่ 13-16 , 19-21 , 24-26 ให้จำคุกคนละ 4 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริตฯ จำเลยที่ 17 , 18 , 23 ให้จำคุก 2 กระทงๆละ 4 ปี เป็นจำคุก 8 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริต และจำเลยที่ 22 ให้จำคุก 3 กระทงๆ ละ 4 ปี เป็นจำคุก 12 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง