ศรีวราห์ยัน”ดีเอ็นเอวัฒนา”ตรงกับ”ระเบิด”

วันที่ 22-6-60-พล.ต.อ.ศรีวราห์  รังสิตพราหมณกุล รองผบ.ตร.กล่าวถึงการสอบสวนนายวัฒนา ภุมเรศ  มือวางระเบิด โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าและอีกหลายพื้นที่ใน กทม.ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา 7 หมาย 5 ข้อหาว่า วันนี้ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว นายวัฒนา ออกจาก สน.พญาไท ไปที่ศาลอาญา เพื่อทำการฝากขัง โดยนายวัฒนา ขณะนี้มีหมายจับถึง 7 หมาย และข้อหาตามที่มีการเสนอข่าวไปแล้ว โดยพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ส่วนเรื่องรายละเอียดการสอบปากคำผู้ต้องหา ภรรยา และคนใกล้ชิด เป็นเรื่องในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยได้

          

"การประกอบวัตถุระเบิดนั้น จะทำได้หรือไม่ได้นั้น ไม่มีผล เพราะมีผลการตรวจรายงานจาก กองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งเป็นดีเอ็นเอ ในวัตถุพยานที่พบในที่เกิดเหตุตรงกัน นอกจากนี้การกระทำดังกล่าวจะเข้าข่าย ก่อการร้ายหรือไม่ ต้องดูองค์ประกอบข้อกฎหมายต่อไป"  พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าว


 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันนี้ได้มีการนำตัวนายวัฒนาไปทำประวัติข้อมูล จากการตรวจสอบไม่พบว่าเคยต้องโทษคดี นอกจากนี้เมื่อคืนวันที่21มิ.ย.ยังมีการนำท่อพีวีซี ชิ้นส่วนอิเล็กโทนิคส์และอุปกรณ์อื่นๆ มาให้นายวัฒนา สาธิตการประกอบระเบิด โดยนายวัฒนา สามารถประกอบสำเร็จ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง  ส่วนการสอบปากคำภรรยา และลูกชายนายวัฒนานั้นให้การเบื้องต้นว่าไม่ทราบ เพราะปกตินายวัฒนามีนิสัยชอบซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า  จึงไม่ทันสังเกตนายวัฒนาว่า ประกอบวัตถุระเบิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังพนักงานสอบสวน ยื่นคำร้องฝากขังนายวัฒนา  ภุมเรศ  ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา คดีระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยศาลได้พิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้ฝากขังได้ และมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอของพนักงานสอบสวน ให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปคุมขังที่เรือนชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี (มทบ.11) ระหว่างการฝากขัง 12 วันนี้

          
เวลา 13.40 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้ควบคุมตัวนายวัฒนา ผู้ต้องหาขึ้นรถตู้โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นั่งประกอบไปด้วย ขณะที่นายวัฒนามีท่าทางปกติ โดยสวมหน้ากากอนามัยปิดจมูกและปาก โดยนำเสื้อผ้า อาหารติดตัวไปด้วย โดยระหว่างการควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้สอบถามความสมัครใจกับนายวัฒนาแล้วนายวัฒนาไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนถ่ายภาพขณะถูกควบคุมตัวขึ้นรถเพื่อไปเรือนจำ ซึ่งการปฏิบัติครั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างศาลกับสื่อมวลชนในการทำข่าวที่เกี่ยวกับสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาเเละผู้ต้องหาในคดีต่างๆ