คอลัมน์ ม่านการเมือง

มาตรการ “ทิ้งทวน”ลด แลก แจก แถม ระวัง!ความไม่สง่างามก่อนเลือกตั้ง

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากครม.บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอนุมัติให้ความเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้รายได้น้อยและผู้สูงวัยรวดเดียวนับแสนล้านบาท ทั้งช่วยค่าน้ำค่าไฟ เติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการประชารัฐ ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล และค่าเช่าบ้านของผู้สูงวัย

ยังไม่นับ ครม. เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางพาราและคนกรีดยางภายใต้วงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และช่วยเหลือค่าครองชีพ หลังจาก “บิ๊กตู่”สั่งการให้หามาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางภายใน 7 วัน สยบการเตรียมเคลื่อนไหวเรียกร้องของชาวสวนยาง

ยังไม่รวมอีกหลายมาตรการ รวมทั้งช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงต่างๆจัดทำโครงการเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนเช่นเดียวกับปีที่ผ่านๆมา โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลด้านงบประมาณ ทั้งนี้มีกระแสข่าววงในระบุชัดว่า จะไม่เฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือผู้สูงวัยเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงกลุ่มข้าราชการ และกลุ่มรายได้ปานกลาง

กลายเป็น “ซานต้าตู่”ที่ถูกเรียกขาน ทั้งในกลุ่มผู้ชื่นชมได้รับประโยชน์ และกองเชียร์ของพล.อ.ประยุทธ์ แต่ในทางกลับกัน ก็มีเสียงวิจารณ์โจมตีจากนักวิชาการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองจากพรรคที่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล อย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ที่ตอกย้ำการหว่านเงินผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อหวังผลคะแนนเสียงที่จะได้ในการเลือกตั้งอีกไม่นานนับจากนี้

อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จัดหนักถึงขั้นกล่าวหาว่า รัฐบาลกำลังทำตามใจชอบ ไม่มีหลักเกณฑ์และระบบ เริ่มแรกอุตส่าห์จะสร้างให้เป็นสวัสดิการของรัฐ แต่วันนี้กลับเข้าไปเป็นประชานิยมเหมือนเดิม

ไม่ต่างจากพรรคเพื่อไทย ที่ออกแถลงการณ์วิจารณ์ยับ ว่าการใช้งบประมาณเกือบแสนล้านบาท อ้างเพื่อช่วยเหลือคนยากจนและผู้สูงอายุ ในช่วงเวลาที่จะมีเลือกตั้งในอีก 3 เดือนข้างหน้า โดยมีผู้บริหารพรรคที่สนับสนุน “บิ๊กตู่”อยู่ในครม.อย่างน้อย 4 คน เป็นการหวังผลทางการเมือง และจะกระทบต่อการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรมและน่าเชื่อถือ

กระทั่งพล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกโรงตอบโต้ โดยเฉพาะการอ้างถึงรัฐบาลชุดก่อนๆก็เคยทำ แต่เลือกช่วยเหลือเฉพาะบางกลุ่มบางฝ่าย ไม่เหมือนรัฐบาลชุดนี้ที่ช่วยเหลือทั้งหมด อีกทั้งยืนยัน ฝ่ายกฎหมายได้พิจารณาอย่างรอบคอบว่าสามารถทำได้ มีกฎหมายรองรับ

เข้าข่ายโต้กันไปโต้กันมา …เอ็งว่าแต่ข้า แต่สมัยก่อนเอ็งก็ทำ ..ทำนองนั้น

ความจริง ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องแปลก ที่รัฐบาลผู้บริหารประเทศ มักจะสรรหาโครงการหรือมาตรการ “ทิ้งทวน” เรียกคะแนนนิยมในช่วงที่ตนยังมีอำนาจบริหารประเทศอยู่ โดยมีจุดประสงค์หลัก คือหวังผลทางการเมืองช่วงเลือกตั้งเช่นเดียวกัน อย่างกรณีรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ มักถูกอ้างถึงโครงการ “เช็กช่วยชาติ” โครงการเงินกู้ มิยาซาว่า จากญี่ปุ่น

ไม่เพียงโครงการ “ทิ้งทวน”ที่หวังคะแนนเสียงจากประชาชน และเงินทุนเตรียมพร้อมสำหรับเลือกตั้งครั้งต่อไปเท่านั้น รัฐบาลหลายชุดที่ผ่านๆมา จะมีมาตรการ “ตัดแขนตัดขา” ลดทอนบารมีและฐานเสียงคู่แข่งไปพร้อมๆกัน ระหว่างที่อยู่ในอำนาจ

ที่เห็นได้บ่อยและชัดเจน คือมาตรการปราบปรามผู้มีอิทธิพล มาตรการปราบปรามอาวุธสงคราม ในพื้นที่ต่างๆ ที่เป็นฐานเสียงของฝ่ายตรงกันข้าม ดังกรณีการถูกบุกตรวจค้นของ “คนดัง”ในหลายจังหวัดที่มักตกเป็นเป้าทุกครั้ง อาทิ “กำนันเซี๊ยะ”ประชา โพธิพิพิธ อดีตส.ส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ตระกูล “สะสมทรัพย์”ที่จังหวัดนครปฐม นายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีตส.ส.อุทัยธานีและเครือข่ายที่จังหวัดอุทัยธานี

หรือแม้แต่สมัยเสธ.หนั่น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ยังเปี่ยมบารมี ก็มีข่าวคราวคอมมานโด บุกไปตรวจค้นถิ่นคนดังในหลายจังหวัด รวมทั้งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่มีอิทธิพลในจ.เชียงรายขณะนั้น กระทั่งนายยงยุทธ์ ติยะไพรัช ปักหลักฐานการเมืองได้อย่างแน่นหนาในเวลาต่อมา

การใช้อำนาจเพื่อหวังสกัดคู่แข่งในอดีตที่ผ่านมา นำไปสู่การลดทอนอำนาจรัฐบาลรักษาการ และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเคยทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ไปเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. ตามแบบอย่างของนานาประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยให้อำนาจหน้าที่กกต. ถึงขั้นที่ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ แม้แต่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง หรือจัดทำโครงการที่ต้องใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลรักษาการ ต้องผ่านความเห็นชอบของกกต.ก่อนเท่านั้น

ถือเป็นการพัฒนายกระดับการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม และมีจุดประสงค์หลัก คือปราศจากการถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ซึ่งกกต.บางชุด สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเข็มแข็ง ได้รับเสียงชื่นชมจากหลายภาคส่วน แต่ก็บางชุดอิงอยู่กับฝ่ายการเมือง กระทั่งต้องเข้าไปอยู่ในคุกตอนแก่ และมีบางชุด ที่ถูกมองว่า “ไม่กล้า” ทั้งที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ

ขณะที่ฝ่ายการเมือง แม้จะยังถูกตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่อาจปรับเปลี่ยนความมุ่งหวังที่จ้องเอาเปรียบ หรือเพื่อหวังเอาชนะคู่แข่งอย่างที่ควรจะเป็นมากนัก แต่ถือได้ว่า เริ่มที่จะระมัดระวังและเคารพกฎกติกาว่าด้วยการเลือกตั้งเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

รวมทั้งรัฐบาล คสช.ที่มาจากเหตุการณ์ไม่ปกติภายในประเทศ ผลพวงจากความขัดแย้ง และมุ่งหวังเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งเป็นสำคัญ แบบไม่ยอมลดราวาศอก

4 ปีที่ผ่านมา ได้ใช้ความพยายามในการเดินหน้าประสานความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง ลดความขัดแย้ง มุ่งมั่นยกระดับการเมือง และให้ความสำคัญกับการปฏิรูปในหลายด้าน พยายามสร้างกฏกติกาต่างๆขึ้นมาใหม่ ขณะเดียวกัน ได้สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับกับผู้นำนานาประเทศ ให้ตระหนักถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะคืนความเป็นประชาธิปไตยให้กับประชาชนคนไทยตามโรดแม็ปที่กำหนดไว้ กระทั่งเกิดการยอมรับ ถึงขั้นได้รับการเชื้อเชิญเป็นแขกของผู้นำประเทศต่างๆในโลกประชาธิปไตย ที่ยึดโยงการเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญ ถือเป็นภารกิจที่น่ายกย่องและควรค่าต่อความภาคภูมิใจ

ทางเลือกจึงควรจะเหลือเพียงทางเดียว คือการเดินหน้าต่อ สรรสร้างสิ่งดีๆให้เกิดขึ้น อันจะนำไปสู่เสียงสรรเสริญเยินยอ แทนที่จะพยายามฉกฉวยโอกาสหาช่องโหว่ หรือข้อได้เปรียบต่างๆ เพียงเพื่อหวังชนะเลือกตั้ง เพื่อสืบต่ออำนาจ

แม้ในรัฐธรรมนูญจะให้อำนาจเป็นรัฐบาลเต็มตัว ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ แต่หากทำในสิ่งที่เหมาะที่ควร จะสง่างามกว่ากันเยอะเลย