คนในข่าว

“แมวเก้าชีวิต” ร.ต.อ.เฉลิม ประธานหาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย

กลับมาสร้างความฮือฮาบนหน้าสื่ออีกหน หลังจากเงียบหายไปพักใหญ่ สำหรับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานกรรมการรณรงค์เลือกตั้ง (ทีมปราศรัยหาเสียง) พรรคเพี่อไทย คราวนี้พูดและเปิดปากวิจารณ์แบบจัดหนัก

ทั้งเรื่องคสช.ปลดล็อคพรรคการเมือง / พรรคขั้วเพื่อไทยจะกวาดส.ส.ร่วม 300 คนตั้งรัฐบาล / สนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญ ปี 60 / ปูดข่าวแกนนำพรรคพลังประชารัฐต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว / รวมทั้ง ซัด 4 รัฐมนตรีรัฐบาล “บิ๊กตู่”ไม่ลาออกจากตำแหน่ง ขาดธรรมาภิบาล

แถมท้าย ด้วยการท้าทายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ดีเบตประเด็นการเมืองได้ทุกเวที

ร.ต.อ.เฉลิม เกิดวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2490 บิดาชื่อเป็นตำรวจ ยศร.ต.ต.ชื่อแฉล้ม อยู่บำรุง จบการศึกษา ทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ก่อนเข้ารับราชการตำรวจ ได้ตำแหน่งเป็นสารวัตรกองปราบ ร.ต.อ.เฉลิม เคยเป็นทหารยศสิบโทมาก่อน ทำหน้าที่เป็นครูฝึกโรงเรียนสารวัตรทหาร นานถึง 7 ปี ต่อมาได้ขอโอนย้ายเข้าสังกัดตำรวจ เพราะมีโอกาสเติบโตมากกว่าทหาร ติดยศสิบตำรวจเอก

ต่อมาเข้าอบรมที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน เพื่อเลื่อนขั้นเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร ได้ฝึกงานที่สถานีตำรวจนครบาลจักรวรรดิ ได้ติดยศ ร.ต.ต. ใช้เวลา 3 ปีครึ่ง ไต่เต้าเป็น ร.ต.อ. ประจำสารวัตรแผนก 4 กองปราบปราม

ถูกดึงเข้าสู่วงการการเมืองครั้งแรก ในฐานะผู้ที่ร่วมก่อการรัฐประหาร รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ปี 2524 เหตุการณ์”เมษาฮาวาย” แต่ล้มเหลว ทำให้ถูกปลดจากตำรวจ และโดนข้อหากบฏ ก่อนได้รับการนิรโทษกรรมในภายหลัง

เข้าสู่การเมืองเต็มตัว เริ่มจากลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ และทำหน้าที่เป็นโฆษกเวทีปราศรัยหาเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ เรียกคนดูล้นสนามได้ทุกครั้ง กับลีลาคำพูดที่ปลุกเร้า สนุกสนาน ได้เป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ปี 2526

แต่ปี 2529 ตั้งพรรคมวลชนเป็นหัวหน้าพรรคเอง ได้พื้นที่ฝั่งธนบุรี เป็นฐานเสียงสำคัญ เป็นรมต.ครั้งแรก ในตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ปี พ.ศ. 2529-2533) ดูแล อส.มท. ท่ามกลางกระแสข่าววงว่าในลงไปกำกับจนแทบจะสั่งการและเขียนข่าวเอง รวมทั้งทำหน้าที่สอดส่องหาข่าวจากวงในสีเขียวแบบเกาะติด จนได้ฉายา “เหลิม ดาวเทียม”

เมื่อรัฐบาล “น้าชาติ” ถูกรัฐประหารจาก รสช.ปี 2534 ร.ต.อ.เฉลิม ต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศสวีเดน พร้อมข้อหาร่ำรวยผิดปกติติด และถูกยึดทรัพย์สิน จำนวน 32 ล้านบาทในเวลาต่อมา

เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย ร.ต.อ.เฉลิม เดินทางกลับประเทศไทย ได้เป็นรัฐมนตรียุติธรรม (พ.ศ. 2538-2539) สมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา และเป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย (พ.ศ. 2551) รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พร้อมกับยุบพรรคมวลชน เข้ารวมกับพรรคความหวังใหม่

อย่างไรก็ตาม หลังเลือกตั้งปี 2544 พรรคไทยรักไทยของนายทักษิณ ชินวัตร ชนะเลือกตั้ง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พร้อมควบรวมพรรคความหวังใหม่เข้าไปด้วย แต่ครั้งนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ยอมย้ายไปด้วย ทั้งยังกล้าเปิดปากวิพากษ์วิจารณ์นายทักษิณ

กระทั่งพรรคไทยรักไทยถูกยุบ มีการตั้งพรรคพลังประชาชนในปี 2550 ร.ต.อ.เฉลิม จึงเปลี่ยนใจเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชน ท่ามกลางความไม่พอใจของอดีตส.ส.ที่ยังปักหลักทำงานให้พรรคอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ร.ต.อ.เฉลิม เข้ามาทีหลัง แต่กลับคว้าพุงมันๆไปกินหน้าตาเฉย ในฐานะรัฐมนตรีมหาดไทย สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช

ร.ต.อ.เฉลิม ถือเป็น “แมวเก้าชีวิต”อย่างแท้จริง หลังถูกปรับพ้นตำแหน่ง มท.1 ก็ได้กลับไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีสาธารณสุข ยุครัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่เป็นได้ไม่นาน ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ต้องย้ายไปพรรคเพื่อไทย และกลายเป็นฝ่ายค้านในสภา

เลือกตั้งใหม่ ปี 2554 ร.ต.อ.เฉลิม ได้รับเลือกเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และหลังสุด เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ปี 2556

ระหว่างนี้ ได้มีความพยายามเสนอให้มีการจัดโครงสร้างพรรคเพื่อไทยใหม่ เป็น 5 ภาค 19 โซน กระทั่งประสบความสำเร็จ ได้คุมพื้นที่โซนฝั่งธนฯ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 โซนของภาคกรุงเทพฯ จากเดิมที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ดูแลทั่วทั้งกรุงเทพฯ ถือเป็นการลดบทบาท และเป็นที่มาของ “เกาเหลา” กับคุณหญิงหน่อย อย่างชัดเจนมาตั้งแต่นั้น

แต่ล่าสุด ในฐานะประธานทีมหาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม พูดชื่นชมคุณหญิงสุดารัตน์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยว่า เหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ เพราะทั้งสวย และขยัน

“หากพรรคเลือก ผมก็เชียร์ ส่วนผมไม่เอาตำแหน่งนายกฯเพราะไม่มีศักยภาพ” เป็นคำพูดจากปาก ร.ต.อ.เฉลิม ที่คนถูกพูดพาดพิงถึง ได้ยินแล้วยิ้มแก้มปริ