รปช.บนทางสายหฤโหด วิบากกรรม-ความท้าทาย “กำนันเทือก”

รปช.บนเส้นทางสายหฤโหด วิบากกรรมและความท้าทาย “กำนันเทือก”

การเดินคารวะแผ่นดินทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2561 ของ “กำนันเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ ในนามพรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือ รปช. มีเสียงขานรับแตกต่างไปจากเมื่อครั้งเดิน “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” โดยกลุ่มกปปส.เมื่อต้นปี 2557 อย่างเห็นได้ชัด

ด้านหนึ่ง เป็นเพราะสถานการณ์การเมืองและบริบทของสังคมไทย ไม่เหมือนกัน ระหว่างเหตุการณ์ทั้ง 2 ครั้ง อีกทั้งความร้อนแรงและต้องการมีส่วนร่วมในการแสดงจุดยืนของประชาชนที่เป็นแนวร่วมมีน้อยกว่าครั้งก่อนมาก ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ความนิยมชมชอบในตัวของ “ลุงกำนัน” ถดถอยลงจากเดิมจนน่าใจหาย

โดยเฉพาะในเรื่องคำมั่นสัญญา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากย้อนกลับไป หลังการชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของกลุ่มกปปส. จนนำไปสู่การยึดอำนาจของคสช. ครั้งนั้น กำนันสุเทพ ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมือง และจะหันไปทำงานภาคประชาชน นำไปสู่การตั้งมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ

เมื่อกำนันสุเทพ กลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองใหม่ รวมถึงมีรายชื่อเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้งพรรค รปช. จึงสร้างความผิดหวังให้ประชาชนที่เป็นแนวร่วมส่วนหนึ่งเป็นทุนเดิม ยิ่งเมื่อลุงกำนันปฏิเสธ ไม่เคยพูดว่าสนับสนุน”บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง ทั้งที่มีคลิปเสียงยืนยัน จึงยิ่งขยายผลไปยังผู้คนที่เคยชื่นชมในบทบาทของเขาเพิ่มเข้าไปอีก

เหมือนกับเป็นการ”กลืนน้ำลาย”ตัวเอง คำชี้แจงและข้ออ้างเรื่องกลับมาเป็นเพียงแค่ผู้ร่วมก่อตั้งรปช. ไม่ขอรับตำแหน่งใดๆทั้งในพรรคและตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ จึงแทบไม่มีคนฟัง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะปรากฏทั้งคนขับขี่รถจักรยานยนต์ /ลุงคนชรา /สาววัยกลางคน ตะโกนด่าบ้าง บอกว่าโกหกบ้าง นึกว่าออกบวชไม่ยอมสึกบ้าง นอกจากนี้ บางคนไม่รับไหว้ หรือแม้แต่บางพลาซ่าระดับร้านรวงวีไอพี ไม่ยอมให้เข้าไปในห้าง ระหว่างการเดินคารวะแผ่นดิน จนกลายเป็นทั้งข่าว ทั้งภาพ และคลิป ปรากฏบนหน้าสื่อหลักและสื่อโซเชียล ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้ลุงกำนัน จะฟันธงว่า เป็นการทำเป็นกระบวนการ มีแฝงตัวเป็นสื่อมวลชนและเป็นฝีมือของกลุ่มอำนาจเก่า แต่ก็ไม่สามารถเคลียร์ข้อค้างคาใจผู้คนทั่วไปได้ ทั้งที่กรณีของหนุ่มแว่นดำที่ชูป้าย ‘Liar Liar’ (แปลว่า คนโกหก) ต่อหน้ากำนันสุเทพ ในการเดินคารวะแผ่นดินวันที่ 6 ที่ย่านประตูน้ำ จะมีความชัดเจนเรื่องชอบก่อหวอดหวังผลทางการเมือง เนื่องจากเป็นคนเดียวกับที่เคยไปชูป้าย “respect my vote” ใส่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขณะแถลงข่าวเปิดพิมพ์เขียวปฎิรูปประเทศไทยเมื่อต้นปี 2557 มาแล้วก็ตามที

ถือเป็น “โจทย์หิน” สำหรับกำนันสุเทพ และแนวร่วมกปปส. ที่ยังมีเหลืออยู่ เพราะการปรากฏข่าวคราวเช่นนี้ขึ้น ไม่ใช่เป็นเรื่องดีต่อลุงกำนัน รวมทั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่ได้แสดงศักยภาพ หรือส่อเค้าให้เห็นถึงการเป็นพรรคการเมืองที่จะเติบใหญ่ และสามารถจะหนุนส่ง “บิ๊กตู่”ไปสู่เก้าอี้นายกฯสมัยที่ 2 ได้

เพราะแม้แต่ฐานเสียงหลักของพรรค สำหรับปักธงส.ส.เขต ก็ยังไม่กระจ่างว่า จะเป็นที่สุราษฎร์ธานี ฐานเสียงของกำนันสุเทพและนักการเมืองในตระกูล “เทือกสุบรรณ” หรือพื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่เคยมีคนสนับสนุนการเดินชัตดาวน์กันแน่

ครั้นจะไปหวังส.ส.จากระบบบัญชีรายชื่ออย่างเดียว ในทางปฏิบัติก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ตราบใดที่ไม่มีคะแนนนิยมในตัวผู้สมัครส.ส.เขต เป็นทุนเดิมตั้งต้น

หากย้อนอดีตกลับไป เมื่อครั้งการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ที่นำโดยสนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร หลังเกิดรัฐประหารโดย “บิ๊กบัง”พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน การตั้งพรรคการเมืองใหม่ ของกลุ่มพันธมิตร ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

กระทั่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า มวลชนที่เดินทางมาร่วม และสนับสนุนทั้งกลุ่มพันธมิตร และกปปส. ล้วนเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน และมาจากฐานเสียงสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเมื่อถึงเวลาเลือกตั้ง คนกลุ่มนี้ ก็ยังใช้สิทธิ์เลือกคนและพรรคประชาธิปัตย์อยู่เช่นเดิม

การลงสู่เวทีการเมืองอีกครั้งของกำนันสุเทพ จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและมีแรงกดดันถาโถมอย่างหนักไปที่สองบ่าของกำนันสุเทพอย่างปฏิเสธไม่ได้ การวางโปรแกรมเดินคารวะแผ่นดินในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นฐานเคลื่อนไหวอย่างมีพลังของกปปส. ในช่วงที่ผ่านมา จึงต้องเกิดขึ้น

รวมกระทั่งถึงคาราวานหาเสียง ที่กำนันสุเทพเคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ว่า ทันทีที่มีการปลดล็อคพรรคการเมือง พลพรรคของรปช. จะเริ่มเดินสาย กิน นอน และหาเสียงในพื้นที่ต่างจังหวัดแบบค่ำไหน นอนนั่น

แต่จะสานฝัน “ลุงกำนัน” และ “บิ๊กตู่” รวมทั้งลบความล้มเหลวของพรรคการเมืองใหม่ ได้หรือไม่ อีกไม่นานเกินรอ จะได้พบคำตอบ