คลุกวงในการเมืองไทย

ตลาดนักการเมืองคึกคักถึงขีดสุด รองรับ 26 พ.ย. 2561 วันสุดท้าย สะพัดสูตร 60-40-20 พ่วงคดีความ

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ถือวันสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักการเมือง โดยเฉพาะที่หวังลงสู่สนามเลือกตั้งส.ส. ซึ่งคาดหมายว่า น่าจะเป็นวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562

แม้ในทางปฏิบัติ อาจจะยังไม่มีใครกล้ารับประกันว่า จะเป็นวันหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้งจริงๆ เพราะกกต. ผู้มีหน้าที่ในการกำหนดวันเลือกตั้ง ก็ยังโยนเรื่องนี้ ไปให้ที่ประชุมร่วมหลายฝ่ายวันที่ 7 ธันวาคม 2561 เป็นผู้ตัดสิน หลังจากพรรคการเมืองขนาดเล็กนับสิบพรรครวมตัวยื่นหนังสือขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม 2562 โดยอ้างเหตุผล ยังไม่พร้อมเลือกตั้ง

ขณะที่พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดใหญ่ ต่างประกาศความพร้อมโดยถ้วนหน้า แต่ก็ยังกังวลกับเรื่องการแข่งเขตเลือกตั้งส.ส.ใหม่ ที่จู่ๆคสช.ก็ออกคำสั่ง 16/2561 เพิ่มเติม ให้กกต.ขยายเวลาแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.ออกไปจนถึงวัน พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ คือ 11 ธันวาคม 2561 ขณะที่ในหลายจังหวัด มีปรากฎพื้นที่แบ่งเขตรูปแบบที่ 4 ออกมาปลิวว่อนไปทั่ว เพื่อเอื้อประโยชน์โดยตรงให้บางพรรคการเมืองเกิดใหม่ ที่มี 4 รัฐมนตรีจากครม. “บิ๊กตู่”ไปนั่งควบเป็นผู้บริหารพรรคอยู่

การแบ่งเขตเลือกตั้งถือเป็นเรื่องสำคัญของพรรคการเมือง เพราะหากยังไม่มีความชัดเจนจากกกต. จะส่งผลถึงการเลือก “ว่าที่ผู้สมัครส.ส.”ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ และจะมีผลต่อการทำ “มินิไพรมารีโหวต”ของทุกพรรคการเมืองด้วย

จึงทำให้เปอร์เซ็นต์ความไม่แน่นอนเรื่องวันเลือกตั้งยังคงมีอยู่

แต่อย่างไรก็ตาม วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2561 นี้ เพื่อความชัวร์และรักษาคุณสมบัติผู้ลงสมัคร ส.ส.เอาไว้ นักการเมืองจะต้องหาพรรคการเมืองสังกัดให้ได้แบบเสร็จสิ้นเรียบร้อย ให้ตรงกับตามข้อกำหนดสังกัดพรรค 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง (24 ก.พ.62)

บรรดาคอการเมืองทั้งพันธุ์แท้และเฉพาะกิจ จึงจะได้เห็นความคึกคักจากนักการเมืองเป็นวันสุดท้ายสำหรับรอบแรก นักการเมืองคนไหนที่ยังรีรอสองจิตสองใจ รวมกระทั่งคนไหนกลุ่มไหนที่อยู่ระหว่างเจรจาต่อรองเงื่อนไขต่างๆ จำต้องตัดสินใจสุดท้ายในวันนี้

ไม่ต่างจากการซื้อขายสินค้าตามตลาดนัดทั่วไป ที่คนซื้อขายต้องตกลงปลงใจในวันนี้ให้ได้ ก่อนตลาดจะวายในที่สุด

เพียงแต่ตลาดนัดนักการเมืองปีนี้ ไม่ได้มีแค่ต่อรองราคา สูตร 60-40-20 และเรื่องตำแหน่งกับโควตาเหมือนที่เคยผ่านๆมาเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องคดีความพ่วงท้ายและเป็นเงื่อนไขสำคัญ

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจนกระทั่งถึงวันสุดท้าย พรรคการเมืองที่ดูจะเนื้อหอมมากที่สุด ต้องยกให้พรรคพลังประชารัฐ ที่ตกอยู่ในสภาพ “หัวบันไดไม่แห้ง” เนื่องจากมีนักการเมืองทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ ประเภท “บิ้กเนม” และ “หวังสูง”ทยอยเข้าสังกัดไม่เว้นแต่ละวัน

ไม่เพียงคนที่มีรายชื่ออยู่ในโผที่เปิดออกมาก่อนหน้านี้เท่านั้น แต่ยังมี “เซอร์ไพร้ส์”จากนักการเมืองที่เคยอยู่ในสังกัดพรรคคนละขั้ว อย่างพรรคเพื่อไทย ย้ายเข้าสังกัดหลายคน อย่างกลุ่มกำแพงเพชร และจะมีอีกหลายกลุ่มวันนี้

นอกเหนือจากอดีตประธานวิปรัฐบาลยิ่งลักษณ์ อย่างนายอำนวย คลังผา จังหวัดลพบุรี แต่ที่ถูกจับตามากที่สุด คือนายเดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ ลูกชายนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หนึ่งในผู้ต้องหาคดีระบายข้าวจีทูจี ล็อตแรก ที่หลุดคำ “ย้ายมาเพื่อช่วยพ่อ”

เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า นายบุญทรง เจ้าของวลี “กูพูดไม่ได้” ในเฟซบุ๊คนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกฯยิ่งลักษณ์ เป็นนักการเมืองในสังกัดกลุ่มวังบัวบานของ “เจ๊แดง”เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

นายเดชนัฐวิทย์ เพิ่งเปิดตัวเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ในพรรคเพื่อไทย และถูกวางตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 จังหวัดเชียงใหม่พรรคเพื่อไทย เขตพื้นที่เดิมของนายบุญทรง

เมื่อย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ หากได้รับเลือกลงสมัคร ส.ส.เขตเดิม เขาอาจต้องเจอกับ “ของแข็ง”อย่างนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม อดีตหัวหน้ากลุ่ม 16 ที่มีข่าวล่าสุดว่า ลาออกและกลับไปสังกัดพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง

ขณะที่อีกขั้วหนึ่ง พรรคไทยรักษาชาติ พันธมิตรพรรคเพื่อไทย ก็คึกคักไม่น้อยกว่าพรรคพลังประชารัฐมากนัก เพราะนอกจากจะมีอดีตส.ส. และเป็นระดับแกนนำในพรรคเพื่อไทย อย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีพลังงาน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ เลขาฯนปช. และอดีตรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ รัฐบาลยิ่งลักษณ์

แต่ที่จุดประกายความร้อนให้ระอุ คือการไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคของ พล.อ.ยศนันท์ หร่ายเจริญ ตท. 16 อดีตรอง ผบ.สส. เจ้าของคำพูด “อยากเรียกร้องทหารทุกคนให้ยืนเคียงข้างประชาชน หมดยุคของการใช้อำนาจเผด็จการมาปกครองประเทศแล้ว”

ทำเอา “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ รัฐมนตรีกลาโหม ถึงขั้นออกอาการหงุดหงิด ลั่นคำ “ไม่รู้บุญคุณข้าวแดงแกงร้อน” และเป็น “จิ้งจกเปลี่ยนสี”

ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ก็มีความเคลื่อนไหวประปราย ลดลั่นกันไป ขึ้นอยู่กับการถูกคาดหมายว่าจะมีสถานภาพอย่างไร หลังการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคที่ได้รับผลกระทบจากการโดน “ดูดส.ส.”มากที่สุด และต้องเจอศึกหนักในการรักษาพื้นที่ทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพฯ รวมทั้งในพื้นที่ภาคใต้ที่แทบจะผูกขาดมาตลอด แต่ครั้งนี้จะถูกเจาะฐานถึงขั้นอาจเสีย ส.ส.เป็นสิบคนเลยทีเดียว

ประชาธิปัตย์ ได้ รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.ที่มีแนวคิดไม่เหมือนรัฐบาลและ คสช. เข้าไปเสริมทีม ขณะที่พรรคชาติพัฒนา ได้ 2 พี่น้องตระกูลลิปตพัลลภ นายสุวัจน์-นายเทวัญ กลับไปคุมพรรคเต็มตัว พร้อมดึงคาแร็คเตอร์ “น้าชาติ”พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ กลับมาช่วยหาเสียง โดยเฉพาะสโลแกน “ชาติพัฒนา โน พร๊อพเบลม”

เช่นเดียวกับพรรคชาติไทยพัฒนา ได้นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ทายาท “หมอเอื้อ”นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณกลับคืน ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ทางเลือกสายกลางที่จะได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลแน่ๆ ไม่ว่าพรรคไหนขั้วไหนจะเข้าวิน ยังสามารถเก็บตกอดีต ส.ส.ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกลุ่ม “ยังบลัด”จากพรรคชาติไทยพัฒนา ทั้ง 2 พี่น้องจากตระกูลปริศนานันทกุล และสิริพงส์ อังคสกุลเกียรติ หนุ่มน้อยร้อยล้าน อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

การแข่งขันที่ดุเดือดเข้มข้นกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ทันทีที่มีการ “ปลดล็อค”พรรคการเมือง และมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งส.ส.ออกมา