กระแสต้านแรง “4 ยอดกุมาร” ทิ้งเก้าอี้รมต. รับบทใหม่ผู้นำพรรคภารกิจหนักสุดหิน

ในที่สุด 4 รัฐมนตรี ครม.บิ๊กตู่ ก็ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง เพื่อไปรับหน้าที่ผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐเต็มตัวแล้ว

หลังจากโดนกระแสกดดันให้ทิ้งเก้าอี้รัฐมนตรีตลอด 2-3 เดือนหลัง ด้วยเหตุผลสำคัญ คือจะได้ไม่เอาเปรียบคู่แข่งจากพรรคการเมืองอื่น

ในเมื่อการนั่งควบ 2 เก้าอี้ และหนึ่งในเก้าอี้นั้นเป็นระดับรัฐมนตรี ที่สามารถนำไปกล่าวอ้างถึงผลงานรัฐบาลได้สาระพัด อีกทั้งยังให้คุณให้โทษกับข้าราชการได้โดยตรงและโดยอ้อมอีกต่างหาก

แม้ทั้ง 4 คนจะพยายามอ้างมาตลอดว่า ไม่ได้เบียดบังเวลาราชการไปทำงานพรรคการเมือง หรือไม่เคยลงพื้นที่พบปะประชาชนในวันทำการเลย นอกจากวันหยุด

แต่ในทางปฏิบัติ ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า การลงพื้นที่เสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดราชการนั้น ไม่ได้พ่วงเอาความเป็นรัฐมนตรีลงพื้นที่ตามไปด้วย เพราะความจริง เป็นเรื่องที่แยกแยะออกจากกันไม่ได้อยู่แล้ว

การตัดสินใจลาออกจากรัฐมนตรี จึงเป็นทางเลือกที่ดีและเหมาะสมที่สุด ทั้งยังจะทำให้ความเคลื่อนไหวเรื่องนี้ของพรรคการเมืองคู่แข่ง และฝ่ายยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล ยุติลงเสียที

แม้อาจจะมีหางเลขพ่วงท้ายไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ยังนั่งเก้าอี้นายกฯอยู่บ้างก็ตาม

การไปเป็นผู้บริหารพรรคเต็มตัวของนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค ถือเป็นความท้าทายยิ่งกว่าการเป็นรัฐมนตรีเสียอีก เพราะการนำพรรคใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง ไม่ใช่ใครๆก็ทำได้

แม้จะถูกมองว่า เป็นพรรคสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ และมีผลงานต่างๆของรัฐบาลเป็นต้นทุนอยู่แล้วก็ตาม

แต่ถึงขณะนี้ ยังไม่มีหลักประกันใดๆว่า จะชนะศึกเลือกตั้งส.ส. หรืออย่างน้อย ให้เป็นพรรคใหญ่อันดับ 2 แต่ต้องเป็นอันดับหนึ่งในขั้วที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เพื่อความเหมาะสมและสง่างามในการรวบรวมส.ส.จากพรรคการเมืองอื่นๆจัดตั้งรัฐบาล

ในเมื่อบนเวทีเลือกตั้ง พรรคการเมืองส่วนมาก โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่และพรรคขนาดกลาง หรือแม้แต่พรรคเล็กที่มีโอกาสได้ส.ส.เข้าไปนั่งในสภา ส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักการเมืองอาชีพ เคยโลดแล่นอยู่บนเวทีการเมือง มีคูเหลี่ยมทางการเมืองพอตัวทั้งสิ้น

การคาดหวังจะทำตัวได้ใกล้เคียงกับนักการเมืองอาชีพเหล่านี้ ไม่ใช่นึกอยากจะทำก็ทำได้ และที่สำคัญ การสู้ศึกเลือกตั้งโดยมีเดิมพันสูงอย่างพรรคพลังประขารัฐ ต้องพร้อมที่จะเผชิญกับแรงเสียดทานสาระพัดที่จะถาโถมเข้าหา

การโอภาปราศรัยของนักการเมือง ที่เต็มไปด้วยการเจรจาต่อรองและมีนัยซ่อนเร้น ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร นอกจากผลประโยชน์ที่สามารถจับต้องได้ เหล่านี้คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา

แม้การเป็นพรรคการเมืองของฝ่ายรัฐบาล จะมีคนของรัฐ เจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่อำนาจรัฐอยู่ในมือ ที่ดูแล้วอาจทำให้ได้เปรียบพรรคการเมืองอื่นก็เถอะ

แต่ในทางปฏิบัติ พรรคการเมืองของฝ่ายรัฐบาลแพ้เลือกตั้ง ได้แต่กินแห้ว มีให้เห็นมานักต่อนักแล้ว

เหมือนอย่างที่”เสี่ยหนู”นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยออกมาพูดสำทับ

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

มีอำนาจรัฐใช่ว่าจะได้เปรียบ กินน้ำใบบัวบกมานักต่อนักแล้ว