ข่าว ข่าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั่วไทย

“ครูจอมทรัพย์” ขึ้นศาลนครพนม ยธ.ตัด “สับ วาปี” จากบัญชีพยาน อ้างไม่เกี่ยวกับคดี กันสังคมไขว้เขว

นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตครูโรงเรียนบ้านม่วงไข่ประชาสงเคราะห์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ที่ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือน ก่อนลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือน กรณีนางจอมทรัพย์ขับรถชนนายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิต เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2548 ต่อมานางจอมทรัพย์ร้องเรียนกระทรวงยุติธรรมว่าไม่ใช่ผู้กระทำความผิด กระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งให้รื้อคดีใหม่

วันที่ 8 ก.พ.60 ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลจังหวัดนครพนมว่า ช่วงเช้าวันนี้ที่ผ่านมา นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตครูโรงเรียนบ้านม่วงไข่ประชาสงเคราะห์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ที่ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือน ก่อนลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือน กรณีนางจอมทรัพย์ขับรถชนนายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิต เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2548 ต่อมานางจอมทรัพย์ร้องเรียนกระทรวงยุติธรรมว่าไม่ใช่ผู้กระทำความผิด กระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งให้รื้อคดีใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมคิด หอมเนตร ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่น นำกระเช้าดอกไม้มามอบให้นางจอมทรัพย์ท่ามกลางสื่อมวลชนหลายสำนักติดตามกรณีนี้ โดยนายสมคิด กล่าวกับนางจอมทรัพย์ว่า ได้มามอบกระเช้าดอกไม้ให้กำลังใจในการต่อสู้ให้นางจอมทรัพย์ ตนได้ยื่นหนังสือไปยังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้พิจารณาให้นางจอมทรัพย์กลับเข้ามารับราชการในระหว่างต่อสู้คดีก่อน เเละได้ยื่นหนังสือต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยเฉพาะตำรวจในฐานะต้นน้ำ อัยการ ทนายความ ในฐานะกลางน้ำ และศาล ในฐานะปลายน้ำ ซึ่งในคดีนี้พบว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มีการแสวงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะรถยนต์ ทะเบียนหมวดอักษร บค ที่มี 77 คันทั่วประเทศ แต่โฟกัสแค่รถกระบะ ทะเบียน บค 56 สกลนคร

 

หลังจากนางจอมทรัพย์รับมอบกระเช้าดอกไม้จากนายสมคิด นางจอมทรัพย์เดินไปในห้องพิจารณาคดี 3 โดยเจ้าหน้าที่ศาลไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนได้บันทึกภาพบนอาคารเเละเจ้าหน้าที่ศาลประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง โดยอนุญาตให้ผู้เกี่ยวเข้าไปนั่งฟังได้ 20 คนเท่านั้น

สำหรับคดีของนางจอมทรัพย์ จะมีการนัดสืบพยานของฝ่ายผู้ร้อง โดยฝ่ายกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม จะนำพยานขึ้นสู่ศาลเพื่อสืบพยาน 11 ปาก รวมถึงนางจอมทรัพย์ โดยพยานปากสำคัญคือนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ และนางทองเรศ วงศ์ศรีชา ซึ่งเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในคดี ช่วงเกิดเหตุว่า พบเห็นคนขับรถยนต์ที่เกิดเหตุ เป็นผู้ชายลงมาดูศพผู้ตาย (นายเหลือ พ่อบำรุง) เเละยืนยันว่าผู้ก่อเหตุได้ขับรถยนต์หนีไป จำได้เพียงตัวเลขทะเบียน 56 ส่วนอื่นๆไม่สามารถจำได้ รวมถึงนายสับ วาปี ที่ออกมารับสารภาพว่าเป็นคนขับรถชนตัวจริง คือ รถยนต์ ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ไม่ใช่รถยนต์ บค 56 สกลนคร ซึ่งเป็นรถยนต์ของครูจอมทรัพย์

 

ด้าน นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ รองประธานศูนย์รับเรื่องร้องเรียนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม (ศยธ.) เดินทางมายังศาลจังหวัดนครพนม พร้อมระบุว่า การนำพยานขึ้นเบิกความในวันนี้ จะมีทั้งพยานเดิมและพยานใหม่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ส่วนการนำรถกระบะ โตโยต้า ไฮลักซ์ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน บค 56 สกลนคร มาที่ศาลในวันนี้ ก็เพื่อให้ศาลเผชิญสืบ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์จาก3องค์กรอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากที่สุด

นายมงคกิตติ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการสืบพยานในวันนี้ ฝ่ายผู้ร้องจะเน้นการนำสืบให้ศาลเห็นเกี่ยวกับรถกระบะ โตโยต้า ไฮลักซ์ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน บค 56 สกลนคร ว่าไม่เคยผ่านการเฉี่ยวชน หรือเกิดอุบัติเหตุมาก่อน ซึ่งในช่วงเช้าวันนี้ กระทรวงยุติธรรม ก็ได้รับพยานหลักฐานใหม่ เป็นเอกสารรายงานผลการตรวจสภาพรถ จากบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ มาสนับสนุนอีกทางหนึ่งด้วย


ขณะที่ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการรื้อฟื้นคดีอาญาของนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครู จ.สกลนคร ที่ศาลจังหวัดนครพนมในวันนี้ว่า กระทรวงยุติธรรมไม่ได้กำหนดชื่อนายสับ วาปีขึ้นเบิกความเป็นพยานในชั้นศาล แม้ว่าก่อนหน้านี้นายสับจะสารภาพว่า เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะ ทะเบียน 56 บค มุกดาหาร  เนื่องจากไม่ต้องการให้สังคมเกิดความไขว้เขว

"ในการสอบปากคำพยานจะมุ่งเน้นว่ารถกระบะในการครอบครองนางจอมทรัพย์ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน เพราะจากการตรวจสอบเอกสารและข้อเท็จจริงด้านนิติวิทยาศาสตร์พบว่า ความสูงขอบล่างและขอบบนของป้ายทะเบียนรถก็ไม่สัมพันธ์กับสีรถจักรยานที่ถูกชน กระทรวงยุติธรรมจะมุ่งเน้นพิจารณาว่านางจอมทรัพย์เป็นผู้ขับรถกระบะ บค 56 สกลนคร หรือไม่ และการรื้อฟื้นคดีครั้งนี้จะเป็นมาตรฐานในการรื้อฟื้นคดี และจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนางจอมทรัพย์จนหลุดพ้นมลทินหรือไม่" พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าว
 
พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า สำหรับกรณีนายสับนั้น ทีมงานกระทรวงยุติธรรมได้ข้ามขั้นตอนไป 2 ขั้นตอน คือ 1.การนำนายสับเข้าเครื่องจับเท็จ 2.การนำผู้เสียหายฟ้องนายสับในคดีอาญา เพราะหากมีการฟ้องร้องจะต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษาก่อน หากนายสับเป็นผู้กระทำผิดจึงจะดำเนินการรื้อฟื้นคดีให้นางจอมทรัพย์ได้ นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลว่า หลังจากนี้หากมีผู้ทำความผิดลักษณะเดียวกับนายสับมารับผิดและจ่ายเงินให้กับญาติผู้ตายเพื่อยุติคดีจะทำให้กระบวนการยุติธรรมไขว้เขว ดังนั้นต้องรอศาลมีคำพิพากษา หากนางจอมทรัพย์ไม่มีความผิดก็เป็นหน้าที่ตำรวจที่ต้องติดตามตัวคนผิดที่แท้จริงมาดำเนินคดีภายในอายุความ

พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวเพิ่มเติมว่า  ในการสืบสวนเห็นว่านายสับไม่เกี่ยวข้องกับการรื้อฟื้นคดี และในชั้นนี้จึงไม่มีประโยชน์ที่พิสูจน์ว่านายสับกระทำผิดหรือไม่ ที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมและตำรวจได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก โดยการหาตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมที่ตัดสินว่านายสับเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่