อาชญากรรม

นักธุรกิจ ยางพาราขอความเป็นธรรมกับ อสส. หลังอัยการจังหวัดทุ่งสง ปฎิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ

นักธุรกิจยางพาราชาวกระบี่ ร้องขอความเป็นธรรม กับอัยการสูงสุด หลังอัยการทุ่งสงสั่งไม่ฟ้องทีมอุ้มรีดทรัพย์ เชื่อมีความสนิทกับกลุ่มผู้ต้องหา

นายกชกร สุดสาย นักธุรกิจยางพาราชาวกระบี่ เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับ อัยการสูงสุด กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอัยการจังหวัดทุ่งสง ที่มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีกลุ่มผู้ต้องหาที่อุ้มเขาไปรีดทรัพย์ ในโรงแรมแห่งหนึ่ง พร้อมได้ทรัพย์สินเกือบ 2 ล้านบาท และบังคับให้เขียนเช็คใบละ5แสนอีก10ใบ

โดยนายกชกร เล่าว่า 3ใน 5 คนร้ายที่ก่อเหตุ เป็นข้าราชการตำรวจจังหวัดกระบี่ ซึ่งเรื่องนี้เขาได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง จนมีการสั่งให้ข้าราชการตำรวจที่อยู่ในทีมอุ้มออกราชการไว้ก่อน ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2560 พนักงานสอบสวนได้มีความเห็นทางคดีสั่งฟ้อง และได้ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการเพื่อออกคำสั่งฟ้องทางกฎหมาย แต่ปรากฏว่าพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนออกคำสั่งไม่ฟ้องคดี ซึ่งคดีนี้พนักงานสอบสวนเคยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับผู้ต้องหาแล้วรวม 5 ราย และศาลก็อนุมัติ หมายจับดังกล่าว อีกทั้งคดีนี้ก็มีประจักษ์พยานคือผู้เสียหายอีก 1 ปาก สาเหตุที่อัยการสั่งไม่ฟ้องน่าจะมาจาก อัยการในคดีนี้มีความสนิทสนมกับผู้ต้องหาในคดีนี้ 3 ราย ซึ่งเป็นตำรวจในท้องที่

ขณะเดียวกันผู้เสียหายเชื่อว่า สาเหตุที่ถูกอุ้มน่าจะมาจากการที่เขาทำธุรกิจ ยางพาราร่วมกับนายประชิด ปานชู หนึ่งในทีมผู้ต้องหาเนื่องจากเคลียร์เรื่องเงินกันไม่ลงตัว และอยู่ระหว่างการตกลงค่ายางพารา

ทางด้านนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักอัยการสูงสุด กล่าวว่า การที่อัยการจังหวัดกระบี่สั่งไม่ฟ้องถือว่าเป็นเรื่องปกติไม่ขัดต่อกฎหมาย เพราะขั้นตอนการขอหมายจับจากศาลในเบื้องต้น ศาลไม่ได้ผูกมัดว่าผู้ที่ถูกหมายจับจะต้องถูกลงโทษตามที่ศาลออกหมาย เพราะยังต้องมีการที่จะต้องดำเนินการทางอาญาอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ทางอัยการสูงสุดจะทำการตรวจสอบรายละเอียดในคดีนี้อีกครั้ง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหาย