มรกดกหมื่นล้าน “ขุนนิรันดรชัย” วุ่นอดีตรองเจ้ากรมยุทธการ ฟ้องขอแบ่ง

ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก  “พล.ต.สรภฎ นิรันดร” อายุ 74 ปี อดีตรองเจ้ากรมยุทธการทหารบก บุตรชายของขุนนิรันดรชัย หรือ พ.ต.สเหวก นิรันดร เดินทางมา ยื่นฟ้อง นายธรรมนูญ นิรันดร พี่ชายต่างมารดา , นายธรรมรัชต์ นิรันดร บุตรชายนายธรรมนูญ , นางเยาวนี นิรันดร บุตรสาวนายธรรมนูญ และบริษัท 31 สาธร จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-4 เรื่องขอให้เพิกถอนนิติกรรม ให้แบ่งทรัพย์มรดก จำนวนทุนทรัพย์ 59,927,678.57 บาท และไม่ให้เป็นผู้รับมรดก

โดยโจทก์บรรยายฟ้องสรุปว่า โจทก์เป็นบุตรของ “พ.ต.สเหวก นิรันดร” หรือ “ขุนนิรันดรชัย” กับ นางแสงอรุณ สิงหะเสนี ภรรยาที่มิได้จดทะเบียนสมรส แต่โจทก์เป็นบุตรที่บิดารับรองแล้วจึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของขุนนิรันดรชัยตามกฎหมาย ซึ่งบิดามีภรรยาทั้งหมด 4 คนมีบุตรรวม 13 คน แต่เดิมคุณหญิงจรูญ นิรันดร ภรรยาที่จดทะเบียน จะเป็นผู้จัดการมรดกและแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินทั้งหมดตามคำสั่งศาลแพ่ง แต่ต่อมาปรากฏว่าคุณหญิงจรูญ ผู้จัดการมรดกได้เสียชีวิตลงเสียก่อน

โดยก่อนเสียชีวิตคุณหญิงจรูญได้มอบหมายแต่งตั้งให้ “นายธรรมนูญ” จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดก แต่ในการจัดการทรัพย์มรดก ปรากฏข้อเท็จจริงต่อมาว่า “นายธรรมนูญ” จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยร่วมกับจำเลยที่ 2,3,4 เบียดบังยักยอกเอาทรัพย์มรดกเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม โดยวันที่ 28 ธ.ค.59 “นายธรรมนูญ” จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 229 ต.สองห้อง อ.ตลาดขวัญ กทม. (ย่านดอนเมือง) จำนวน 187 ไร่ ซึ่งเป็นสินสมรส ระหว่างบิดาโจทก์ และคุณหญิงจรูญ อันเป็นทรัพย์มรดกที่ พ.ต.สเหวก ยังแบ่งไม่เสร็จสิ้น ให้แก่บุคคลภายนอกเป็นเงิน 647,015,000 บาท

โดย “นายธรรมนูญ” จำเลยที่ 1 ควรต้องนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ด้วยคิดเป็นเงินจำนวน 23,107,678 บาท ขณะที่เมื่อวันที่ 30 ม.ค.60 “นายธรรมนูญ” จำเลยที่ 1ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 2 แปลง  ต.วัดชนะสงคราม อ.พระนคร กทม.(ย่านถ.พระอาทิตย์) เนื้อที่ 3 งาน 30 ตารางวา มูลค่าประมาณ 85 ล้านบาท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่ยังจัดการแบ่งทรัพย์มรดกไม่เสร็จสิ้น ไปให้กับนายธรรมรัชต์ ,นางเยาวนี , บจก. 31 สาธร จำเลยที่ 2-4 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นทายาท และเมื่อวันที่ 7 ก.ย.60 “นายธรรมนูญ” จำเลยที่ 1 ได้สมรู้กับบจก. 31 สาธร จำเลยที่ 4 ด้วยการที่ “นายธรรมนูญ” จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ต.สาธร อ.บางรัก กทม. อีก 1 แปลง เนื้อที่ 2 งาน 18 ตารางวา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่ยังจัดการแบ่งทรัพย์มรดกไม่เสร็จสิ้นให้กับจำเลยที่ 4 เพื่อชำระค่าหุ้น โดยการกระทำของจำเลยที่ 1-3 ตลอดจนกรรมการผู้มีอำนาจ บจก. 31 สาธร ทำให้กระทบต่อประโยชน์ของทายาทคนอื่น จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษา

1.เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาขายรวม 2 โฉนดใน ต.วัดชนะสงคราม อ.พระนคร กทม. ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2-3 โดยให้ทรัพย์นั้นกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของตระกูล เพื่อแบ่งปันให้แก่โจทก์ด้วยจำนวน 1 ใน 14 ส่วนของทรัพย์มรดกทั้งหมด

2.เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามบันทึกตกลงเรื่องโอนชำระค่าหุ้นในที่ดินโฉนด ต.สาธร อ.บางรัก กทม.ระหว่างจำเลยที่ 1 กับ บจก.31 สาธร จำเลยที่ 4

3.ให้ “นายธรรมนูญ” จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก หรือฐานะส่วนตัว แบ่งเงินจาการขายที่ดิน ต.สองห้อง อ.ตลาดขวัญ กทม.ซึ่งเป็นทรัพย์มรดก เป็นเงินจำนวน 23,107,678.60 บาทด้วย

4..เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนรับโอนที่ดินมรดก 4 โฉนดในพื้นที่ ต.สาธร อ.บางรัก , ต.จักรวรรดิ์ อ.สามเพ็ง (2 โฉนด) , ต.วัดเทพสิรินทร์ อ.ป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม. โดยให้ทรัพย์นั้นกลับมาเป็นทรัพย์มรดก และให้แบ่งแก่โจทก์ ด้วยจำนวน 1 ใน 14 ส่วนของทรัพย์มรดกทั้งหมด

5.ให้ “นายธรรมนูญ” จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก แบ่งปันทรัพย์มรดกทั้งหมด ให้โจทก์จำนวน 1 ใน 14 ด้วย หากไม่สามารถแบ่งกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดิน 4 แปลงได้ ก็ให้นำออกขายทอดตลาดและแบ่งเงินให้โจทก์จำนวน 1 ใน 14 6.ให้จำเลยที่ 1-3 ถูกจำกัดไม่ให้รับมรดกในส่วนของ “พ.ต.สเหวก นิรันดร” ทั้งหมด นอกจากนี้ท้ายคำฟ้อง ยังระบุด้วยว่า โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.พระราชวัง เพื่อให้ดำเนินคดีกับ “นายธรรมนูญ” จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ และบุจรชาย-บุตรสาว กับ บจก.31 สาธร จำเลยที่ 2,3,4 ในความผิดฐานเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานยักยอกหรือรับของโจทก์ด้วยแล้ว ภายหลัง “พล.ต.สรภฏ” ยื่นฟ้องแล้ว ศาลแพ่งได้ประทับรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ พ.6550/2561 และนัดพร้อมคู่ความ ในวันที่ 18 ก.พ.62 เวลา13.30 น. ขณะที่ “พล.ต.สรภฏ” โจทก์ กล่าวว่า ปัจจุบัน “นายธรรมนูญ” พี่ชายต่างมารดาตนซึ่งเป็นผู้จัดการกองมรดกนั้น อายุ 87 ปี แล้ว และมีอาการป่วยต้องมีคนคอยดูแลช่วยเหลือ ส่วนทรัพย์มรดกของบิดา คือ ขุนนิรันดรชัย ที่ยังไม่ได้จัดการแบ่งให้ทายาทนั้น ที่สืบพบในตอนนี้ ราคาประเมิน ประมาณ 40,000 ล้านบาทแล้ว โดยตนประสงค์ที่จะให้ทายาททุกคนได้รับการแบ่งมรดกไปตามความเหมาะสม จึงมาขอพึ่งบารมีศาลในการจัดแบ่งกองมรดก