“บิ๊กโจ๊ก" พร้อมสู้ทุกเวที ยันไม่ได้สร้างสถานการณ์ หวังกลับ สตช.

10 ม.ค. 2563 เวลา 5:34 น.

“บิ๊กโจ๊ก ให้ข้อมูลในฐานะพยานกับ ป.ป.ช. กรณี "ไบโอแมทริกซ์" มั่นใจเลิกสัญญาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง พร้อมสู้ทุกเวที ยืนยันไม่ได้เล่นเกมเพื่อกลับไปสู่ตำแหน่งใน สตช. ยอมรับขัดแย้งคนในคลิปเสียง เจรจามาแล้วหลายครั้ง

วันนี้ (10 ม.ค. 63) พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เดินทางเข้าให้ข้อมูลกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะพยาน กรณีการตรวจสอบการจัดซื้อเครื่องไบโอแมทริกซ์ วงเงิน 2,100 ล้านบาท และรถตรวจการณ์ไฟฟ้า ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) วงเงินกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นพยานปากแรก จาก13ปาก ในบัญชีพยานที่ผู้ร้องได้ยื่นต่อ ปปช.ไว้

โดยพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ บอกว่า วันนี้มาให้ข้อมูลในฐานะพยาน มาพร้อมกับคณะกรรมการตรวจรับโครงการฯ และผู้กับกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และจะมีพยานอีกไม่ต่ำกว่า 40-50 คน โดยได้เตรียมพยานหลักฐานมาเล็กน้อย เพราะข้อมูลอยู่ในหัวหมดแล้ว และมั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองทำในการบอกเลิกสัญญา เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เนื่องจาก ระบบไบโอแมทริกซ์ แม้จะเป็นระบบที่ดีและตนเองเห็นด้วย แต่เมื่อใช้งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท และมีการส่งงานล่าช้าทั้งงวด และอีก 2 งวดส่งงานไม่ได้ รวมถึงระบบไม่สามารถทำงานได้จริง และนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ในการทำงาน ไม่คุ้มค่าต่องบประมาณของประชาชน รวมถึงต้องการให้ไปดูการตรวจรับไบโอแมทริกซ์ชุดนี้ด้วยว่า ตรวจรับครบทุกทีโออาร์หรือยัง และการตรวจรับเกิดขึ้นในขณะที่งานยังไม่เสร็จ เพื่อไม่ให้โดนปรับหรือไม่ ส่วนหลักฐานจะชี้ไปถึงผู้ถูกร้องได้หรือไม่เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.

และยืนยันว่า ในการเซ็นต์ยกเลิกสัญญาโครงการนี้ เพราะเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และจะให้การตามหน้าที่ที่ทำไป เพราะอะไรที่เป็นของหลวง ก็ต้องเป็นสมบัติชาติ

ส่วนโครงการรถไฟฟ้าอัจฉริยะ เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามานั่งเป็นผู้บัญชาการ และเมื่อตนเองตรวจสอบแล้วก็พบว่ารถไฟฟ้าเป็นรถbmw มูลค่ากว่า900ล้าน ซึ่งต้องใช้wifi และใช้ไฟฟ้า แต่กลับให้เอาไปใช้ตามชายแดน ซึ่งไม่ตอบโจทย์การใช้งาน และสุดท้ายก็เอามาเป็นรถนำขบวน ทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของการใช้งานในการจัดซื้อจัดจ้าง

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ บอกถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีคนร้ายที่ก่อเหตุยิงรถด้วย โดยย้ำว่า คงไม่ได้ตามคดีต่อแล้วหลังจากฟังเสียงคลิปก็อ่อนใจ ซึ่งคนในคลิปก็ต้องไปขอโทษสังคม เพราะการสั่งการเป็นเรื่องส่วนตัวทั้งสิ้น และจากลักษณะคลิปเป็นการสั่งไม่ให้ทำงาน ไม่ได้สั่งให้เร่งรัดติดตามตัวคนร้าย และยอมรับว่า ตนเองมีความขัดแย้งกับบุคคลในคลิปเสียง จากเรื่องนี้ เพราะก่อนหน้ามีการนัดไปเจรจาหลายครั้งแล้ว เพื่อให้ยุติเรื่อง

พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้สร้างสถานการณ์ และไม่ได้เป็นเกมที่จะทำให้ตนเองกลับไปรับตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะคงเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชา แต่กรณีนี้มีหลักฐานทุกอย่างชัดเจน และตนเองไม่มียอม เพราะทนมาเป็นปีแล้ว และจะสู้ทุกเวที และวันนี้ก็จะเป็นวันสุดท้ายที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เมื่อมีให้การกับ ป.ป.ช. ก็ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว หลังจากนี้ก็จะเป็นกระบวนการของ ป.ป.ช.

สำหรับกรณีนี้ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนเพื่อประชาชนและสังคม ได้ร้องเรียนให้ตรวจสอบ มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2562 และเมื่อวานที่ผ่านมาได้เข้าให้ข้อมูลกับ ปปช.ไปแล้ว พร้อมยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมกับ ปปช. ทั้ง 13 คน ประกอบไปด้วยนายตำรวจระดับนายพล 2 คน ระดับนายพัน 10 คน และชั้นประทวน 1 คน โดยทั้งหมดเป็นตำรวจที่เคยเกี่ยวข้องกับการตรวจรับงานโครงการไบโอแมทริกซ์

โดยกรณีนี้ มีผู้ถูกร้องทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.ท.ติณภัทร ภุมรินทร์ ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง ซึ่งทั้ง 2 คนนี้เกี่ยวข้องในฐานะผู้อนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างโครงการดังกล่าว และ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึง พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ในฐานะเป็นผู้ตรวจรับงานโครงการดังกล่าวและเป็นผู้ขยายสัญญาให้กับเอกชน