ใครงบน้อยอยากมีคอนโดฟังทางนี้ ! “เสนาฯ”เขาจัดให้คอนโดต่ำล้าน

04 มี.ค. 2564 เวลา 9:06 น.

เสนา ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โชว์ผลงานชิ้นโบว์แดงสร้าง New High ปี 2020 ทุบกำไรสูงปรี๊ดในรอบ 3 ปี แตะ 1,119 ล้านบาท ชี้ปัจจัยความสำเร็จปรับตัวเร็วและพร้อมตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เปิดเกมรุกแผนปี 2021 ผ่านแกนแนวคิด “7 Strong” ลงสนามธุรกิจปีฉลู บุกทุกช่องทาง เปิด 17 โครงการ รวมมูลค่า 15,700 ล้านบาท ทิ้งน้ำหนักเซกเมนต์ Affordable Condo และ Housing ตั้งเป้ายอดขาย 11,100 ล้านบาท และรายได้ 10,000 ล้านบาท

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2564 หรือ 2020 ที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของ Covid – 19 ถือเป็นสถานการณ์วิกฤตที่ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักไปหลายเดือน บริษัทฯ หลายแห่งปิดตัวลง หลายแห่งเลิกจ้างพนักงาน เพราะไม่สามารถสร้างยอดขายให้บริษัทไปต่อได้ แต่เป็นความโชคดีที่เสนาสามารถฟื้นตัวได้ภายในระยะเวลาไม่นาน และสร้าง New High ด้วยยอดขาย 8,600 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,119 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารต้นทุนที่ดี และความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการ ประกอบกับที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัย 4 ถึงแม้จะเกิดวิกฤติก็ยังมี Demand อยู่เสมอ บริษัทได้พัฒนาโปรดักส์ใหม่ที่เข้ากับสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นทาวน์โฮมติดโซลาร์เพื่อรับกระแส Work From Home และคอนโดต่ำล้านเพื่อคนรายได้จำกัดที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศแต่ต้องการความมั่นคงในด้านการอยู่อาศัย ทำให้สร้างยอดขายเป็นที่น่าพอใจ

เสนา ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โชว์ผลงานชิ้นโบว์แดงสร้าง New High  ปี 2020 ทุบกำไรสูงปรี๊ดในรอบ 3 ปี  แตะ 1,119 ล้านบาท  ชี้ปัจจัยความสำเร็จปรับตัวเร็วและพร้อมตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เปิดเกมรุกแผนปี 2021 ผ่านแกนแนวคิด “7 Strong”  ลงสนามธุรกิจปีฉลู บุกทุกช่องทาง เปิด 17 โครงการ รวมมูลค่า 15,700 ล้านบาท ทิ้งน้ำหนักเซกเมนต์ Affordable Condo และ Housing ตั้งเป้ายอดขาย 11,100 ล้านบาท และรายได้ 10,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ข้อมูลศูนย์อสังหาฯ ชี้ว่าทาวน์เฮาส์ราคาเพิ่มขึ้น เพราะราคาที่ดินไม่ลดลง และมีคนทำตลาดนี้จำนวนมาก จึงมองว่าไม่น่าทำตลาดทาวน์เฮาส์ในห้วงเวลานี้ นอกจากนี้ยังเตรียมลุยคอนโดที่มีราคาต่ำกว่า 1 ล้าน มีข้อดีการทำคอนโดต่ำล้านคือ 1.ไม่มีใครทำ เพราะกำไรน้อยมาก 2. คล้ายซิตี้คอนโด มีเฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างในห้อง 26-28 ตร.ม. เป็นตึก 5-6 ชั้น เพื่อลดค่าก่อสร้าง แต่จะไม่มีสระว่ายน้ำ ส่วนกลาง  นั่นหมายความว่า หากสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีและมีจำนวนลูกค้าจากหลายพื้นที่มากพอจะทำเกิดอีโคโนมีส์ออฟสเกล ทำให้ให้มีกำไรได้ดีขึ้น และกลายเป็นเจ้าตลาด

โดยคอนโดมิเนียมต่ำล้านจะอยู่ใต้แบรนด์ “เสนา คิทท์” 6 โครงการ ทำเล บางแค ,เวสต์เกต-บางบัวทอง, รังสิต-คลอง4, ลาดกระบัง,บางปู และเทพารักษ์ มูลค่า 2,100 ล้านบาท ,แบรนด์ “เสนา อีโค ทาวน์” จำนวน 2 โครงการ นทำเล รามอินทรา กม.9 และรังสิต สเตชั่น (บางพูน) มูลค่า 1,100 ล้านบาท และโครงการแนวราบ ซึ่งจะมีทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม จำนวน 6 โครงการ ทำเล เทพารักษ์, ลาดกระบัง, รามอินทรา, รามอินทรา-วงแหวน, รามอินทรา กม.9 และบางพูน มูลค่า 5,400 ล้านบาททั้งนี้จะเป็นการร่วมทุนกับกลุ่มฮันคิว 13-14 โครงการ เป็นโครงการคอนโดต่ำล้าน 1 โครงการ คือ “เสนา คิทท์ เทพารักษ์-บางบ่อ” และจะขยายไปในโซนบางแค ลาดกระบัง เวสต์เกต-บางบัวทอง บางปู รังสิต-คลอง 4 และเทพารักษ์

อย่างไรก็ตามเสนายังปรับตัวด้วยการปรับเซกเมนต์โครงการปีติ เอกมัย ที่ร่วมทุนกับ กลุ่มฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป ประเทศญี่ปุ่น จากคอนโดลักชัวรี ระดับราคา 1.6 แสนบาท/ตรม. มาเป็นแบรนด์ นิชไพรด์ ราคา 1.3 แสนบาท/ตรม. เพื่อให้ดูเด็กลง รองรับดีมานด์คนไทยและต่างชาติ ซึ่งเป็นทำเลที่ไม่มีคู่แข่งเปิดตัวโครงการใหม่ รวมทั้งปรับสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สำหรับทิศทางอสังหาฯปีนี้ ยังคงแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะแนวราบ ที่มีผู้ประกอบการคอนโดเข้ามาพัฒนาแนวราบมากขึ้น ส่วนภาพรวมมองว่าตลาดจะยังไม่ฟื้นตัว แต่การที่ที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสี่ ที่คนยังมีความต้องการซื้อ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยมือหนึ่ง บวกกับการที่ปีที่ผ่านมามีการลดราคาลงค่อนข้างมากโดยเฉพาะคอนโด ทำให้ซัพพลายลดลง จึงเชื่อว่าจะทำให้ตลาดปีนี้ยังมีโอกาส

ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับภาพรวม เสนาฯ จึงใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงเปิดโครงการทั้งแนวราบและคอนโด และกระจายทำเล มองหาทำเลที่แข่งขันไม่รุนแรง ผ่านแนวคิด “7 Strong” ด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่ 17 โครงการใหม่ มูลค่า15,700 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดแบรนด์ นิช, คอนโด นิชไพรด์ และ นิช โมโน จำนวน 3 โครงการ ในย่านเอกมัย,สมเด็จเจ้าพระยา และพระรามเก้า มูลค่า 7,100 ล้านบาท

 

สำหรับรายได้ของบริษัทในปี2564นี้ คาดว่า จะสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง10,000 ล้านบาท จากปีก่อนบริษัททำรายได้ 7,600 ล้านบาท การรับรู้รายได้จากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ปีนี้ 6,000 ล้านบาท จาก Backlog ทั้งหมดที่มีเกือบ 9,000 ล้านบาท พร้อมกับการระบายสต็อกที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทมีสต็อกเหลือขายที่มีอยู่ประมาณ 7,000 ล้านบาท

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด