การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯเป็นที่จับตาไปทั่วโลก แม้เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ได้กล่าวถึงนโยบายต่างประเทศสักเท่าไหร่นัก และการที่พรรคเดโมแครตสามารถชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภาล่าง หรือสภาผู้แทนราษฎร จะไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อนโยบายประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้นำสหรัฐฯทำงานในช่วงสองปีที่เหลือได้ง่ายเช่นกัน

วิเคราะห์เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ-นโยบาย “ทรัมป์” ไม่เปลี่ยนแต่ทำงานยากขึ้น

สำนักข่าวบลูมเบิร์กวิเคราะห์ว่า นโยบายต่างประเทศของนายทรัมป์ในกรอบใหญ่คงจะไม่เปลี่ยนแปลงหลังการเปลี่ยนขั้วเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร เพราะพรรครีพับบลิกันก็ยังสามารถครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้อยู่

สภาผู้แทนราษฎรที่มีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก จะไม่สามารถบังคับให้รัฐบาลของนายทรัมป์กลับมาร่วมข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน หรือข้อตกลงปารีสเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนได้ นอกจากนี้ก็ยังไม่สามารถนำไปสู่การถอดถอนนายทรัมป์ได้ด้วยเช่นเดียวกัน แต่สำนักข่าวบลูมเบิร์กมองว่า ยังมีสามประเด็นสำคัญที่พรรคเดโมแครตในสภาฯสามารถมีอิทธิพลเหนือนายทรัมป์ได้ นั่นก็คือ

ประการแรก สภาผู้แทนราษฎรที่นำโดยพรรคเดโมแครตยังสามารถใช้อำนาจนิติบัญญัติในการตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งจะทำให้รัฐบาลทำงานได้ยากขึ้น ผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น การออกหมายเรียกให้เจ้าหน้าที่มาชี้แจงประเด็นต่างๆ หรือการเรียกไต่สวน โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ด้วย เช่น ระหว่างนายทรัมป์ กับนายจาเร็ด คุชเนอร์ ซึ่งเป็นลูกเขย หรือประเด็นสายสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐบาลกับชาติอื่นๆ เช่นซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย ตลอดจน การเรียกไต่สวนนโยบายต่างๆเช่น ประธานาธิบดีดำเนินนโยบายการทูตกับเกาหลีเหนืออย่างไร เป็นต้น

ประการที่สอง สภาฯที่มีพรรคเดโมแครตของเสียงข้างมากอาจทำให้เกิดความไม่ลงรอยกันมากขึ้นระหว่างสหรัฐฯและซาอุดิอาระเบีย เพราะที่มาผ่าน พรรคเดโมแครตมีความคลางแคลงใจมากกว่าพรรครีพับบลิกันในเรื่องการขายอาวุธให้ซาอุฯและการสนับสนุนมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานทำสงครามในเยเมน

อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภาฝั่งเดโมแครตอาจไม่สามารถระงับการขายอาวุธให้ซาอุฯได้ เพราะต้องอาศัยเสียงข้างมากมากกว่านี้ แต่การเปลี่ยนสมดุลของสภาคองเกรสจะทำให้เกิดแรงกดดันว่าต้องมีมาตรการบางอย่างต่อซาอุฯ เช่น การคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ซาอุฯ รวมไปถึงการลดบทบาทของสหรัฐฯในสงครามเยเมน ซึงอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯและซาอุฯห่างเหินได้

ประการสุดท้าย กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯอาจถูกตรวจสอบมากขึ้น ภายใต้สภาผู้แทนฯที่เดโมแครตเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งอาจมีการถกในสภาอีกครั้งเรื่องการส่งทหารไปประจำการในสมรภูมิรบต่างๆทั่วโลกเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย เพื่อจี้ขอความชัดเจนเรื่องจุดประสงค์ในการส่งทหารไปประจำการ เช่น ในเยเมนและซีเรีย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่รัฐบาลต้องกังวลเพิ่ม นั่นก็คือ งบประมาณด้านกลาโหม ที่รัฐบาลสหรัฐฯเคยประกาศว่า ต้องเพิ่มงบประมาณประจำปี 3-5% ในอย่างน้อยช่วง 5 ปีนี้ เพื่อคงอิทธิพลด้านการทหารรับมือกับความท้าทายจากจีนและรัสเซีย

แกนนำพรรคเดโมแครตเคยระบุว่า เงินจำนวนมหาศาลไม่ได้นำมาใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือคนอเมริกันชนชั้นทำงานและชนชั้นกลาง สภาฯภายใต้การนำของเดโมแครตจึงมีแนวโน้มผลักดันการเพิ่มงบประมาณเพื่อนำไปใช้จ่ายเพื่อสังคมมากกว่า และลดงบด้านกลาโหมแทน ซึ่งจะทำให้กระทรวงกลาโหมต้องพยายามใช้งบที่เหลืออย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง