
SHORT CUT
อินโนบิก–วว. ยกระดับงานวิจัย “Functional Probiotic” สายพันธุ์ไทย มุ่งตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะด้านและกลุ่มโรค NCDs เชื่อมงานวิจัยไทยสู่การใช้ประโยชน์จริง
อินโนบิก ร่วมกับ วว. เดินหน้าต่อยอดงานวิจัยโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย หลัง Probiotic Daily Balance และ Probiotic LD-Less ได้รับการตอบรับที่ดี พร้อมขยายความร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพันธมิตร เพื่อพัฒนา Functional Probiotic สำหรับโจทย์สุขภาพเฉพาะด้าน โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs รวมถึงศึกษาศักยภาพและแนวทางขยายผลผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภคนอกประเทศไทยในอนาคต
ดร.ณัฐ อธิวิทวัส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า อินโนบิกร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. นำองค์ความรู้และทรัพยากรชีวภาพของไทยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง สอดคล้องกับทิศทางภาครัฐในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับประเทศไทยจากผู้ซื้อเทคโนโลยีสู่ผู้สร้างนวัตกรรมและมูลค่า หรือ Value Creator ตลอดจนผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพให้เป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงฐานความสนใจของผู้บริโภคที่มีต่อการดูแลสุขภาพด้วยโพรไบโอติก และพัฒนาการของอุตสาหกรรมที่กำลังขยายจากการดูแลสุขภาพทั่วไปไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ระบุสายพันธุ์ คุณสมบัติ และประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
แนวโน้มดังกล่าวทำให้อินโนบิกให้ความสำคัญกับการต่อยอดงานวิจัย Functional Probiotic สำหรับโจทย์สุขภาพเฉพาะด้าน โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs เช่นโรคเบาหวาน หรือ ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น พร้อมขยายความร่วมมือกับ วว. สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และพันธมิตรด้านสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงตั้งแต่งานวิจัย การคัดเลือกสายพันธุ์ การทดสอบทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการผลิตระดับอุตสาหกรรม ไปจนถึงการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ช่องทางบริการสุขภาพและการใช้งานจริง
ปัจจุบันอินโนบิกมีผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่วางจำหน่ายแล้ว 2 รายการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์และคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่ Probiotic Daily Balance ผลิตภัณฑ์ซินไบโอติกในกลุ่ม General Probiotic เพื่อสนับสนุนสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วย Bifidobacterium breve TISTR 2986 และ Bacillus coagulans TISTR 2952 ร่วมกับพรีไบโอติก Resistant Maltodextrin
ส่วน Probiotic LD-Less เป็น Functional Probiotic ที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยดูแลระดับคอเลสเตอรอล LDL โดยใช้ Lacticaseibacillus paracasei TISTR 2593 ซึ่งมีผลการศึกษาทางคลินิกพบว่า ผู้ที่ได้รับโพรไบโอติกสายพันธุ์ดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลา 90 วัน มีระดับ LDL ลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก
นอกจากนี้ อินโนบิกและ วว. ยังร่วมวิจัยและพัฒนาโพรไบโอติกสำหรับใช้เสริมการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็น Functional Probiotic เฉพาะทาง และเป็นอีกโครงการหนึ่งที่แยกจาก Probiotic Daily Balance และ Probiotic LD-Less ซึ่งวางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน อินโนบิกยังร่วมกับบริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) หรือ TMAN ศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก Lacticaseibacillus zeae TISTR 2529 และ Limosilactobacillus reuteri TISTR 2736 เพื่อต่อยอดศักยภาพด้านการดูแลภาวะไขมันพอกตับ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนา Functional Probiotic สำหรับสุขภาพด้านเมตาบอลิซึมและกลุ่มโรค NCDs
โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรม Life Science ไทยไม่ใช่การขาดงานวิจัยที่ดี แต่คือการทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยแสดงให้เห็นว่า เมื่อภาควิจัย ภาคธุรกิจ และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน เราสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรชีวภาพของประเทศให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างทั้งคุณภาพชีวิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้
อินโนบิกวางบทบาทเป็น Ecosystem Builder เชื่อมโยง สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ผู้ผลิต และเครือข่ายบริการสุขภาพ เพื่อให้งานวิจัยที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์และการใช้งานจริงได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่งานวิจัยต้นน้ำ การพิสูจน์คุณสมบัติและความปลอดภัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์และมาตรฐานการผลิต ไปจนถึงช่องทางจำหน่ายผ่านร้านขายยา คลินิก และโรงพยาบาล
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์ Access to Excellent Life ที่มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพได้ “ง่ายกว่า” ผ่านผลิตภัณฑ์และช่องทางที่เข้าถึงได้ “เร็วกว่า” ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ และ “ดีกว่า” ด้วยนวัตกรรมที่มีมาตรฐานและข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ
สำหรับการขยายผลสู่ต่างประเทศ อินโนบิกจะให้ความสำคัญกับการศึกษาศักยภาพขององค์ความรู้และผลิตภัณฑ์ในประชากรเป้าหมาย โดยเฉพาะประเทศที่มีรูปแบบอาหาร วิถีชีวิต และโจทย์สุขภาพใกล้เคียงกับประเทศไทย การดำเนินงานจะเป็นไปอย่างเป็นขั้นตอน โดยต้องศึกษาความเหมาะสมกับประชากรแต่ละกลุ่ม มีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ และสอดคล้องกับข้อกำหนดของแต่ละประเทศ ไม่ใช่การเร่งรุกตลาดโดยปราศจากข้อมูลสนับสนุน
“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการสร้างแบรนด์โพรไบโอติกไทย แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้งานวิจัยไทยเดินทางจากห้องปฏิบัติการไปถึงประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดโอกาสให้องค์ความรู้และผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทยสามารถขยายผลและสร้างคุณค่าแก่ผู้บริโภคนอกประเทศได้ในอนาคต” ดร.ณัฐกล่าวสรุป
ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก แต่ความท้าทายสำคัญคือจะทำอย่างไรให้งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในห้องปฏิบัติการ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง วว. จึงได้จัดตั้ง ศูนย์นวัตกรรมการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรม (ICPIM) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีชีวภาพจากจุลินทรีย์แบบครบวงจรแห่งแรกของประเทศ ยกระดับจากการวิจัยในห้องทดลองสู่โรงงานผลิตระดับอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐานสากล
วว. โดย ICPIM ได้ขึ้นทะเบียนจุลินทรีย์โพรไบโอติกเพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์แล้วมากกว่า 20 สายพันธุ์ อยู่ระหว่างการพิจารณาของ อย. อีกประมาณ 30 สายพันธุ์ และยังมีสายพันธุ์ที่กำลังพัฒนาในระบบวิจัยอีกประมาณ 35 สายพันธุ์ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคเอกชนไปแล้วหลายสิบโครงการ รวมทั้งผสานความร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญอย่าง บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ในการต่อยอดเทคโนโลยีโพรไบโอติก ทั้งการทดสอบทางคลินิกและการผลิตในระดับอุตสาหกรรมมากกว่า 200 กิโลกรัม