“พิจิตต” ได้ประกันสู้ฎีกา ยันไม่หนักใจ “หนักกว่านี้เจอมาแล้ว”

วันที่ 27 ธ.ค.59–ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นาย พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. ,และพวกรวม 8 คน ในความผิดฐาน "เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ฯ,ร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับ ทรัพย์สินฯ สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ และร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" ตามประมวลกฎหมายอาญา ในการจัดซื้อที่ดินตาบอดมูลค่า 270 ล้านบาท  ปี 2540 สำหรับจอดรถขยะกทม.
    
ศาลชั้นต้นพิจารณาเมื่อวันที่ 14 พ.ค.2558 ยกฟ้องนายพิจิตต แต่วันนี้ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาแก้ให้จำคุกนายพิจิตต ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์ ตามประมวลกฎหมายอาญา  จำคุกคนละ 5 ปี 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้นั้น เกิดขึ้นช่วงปี 2538-2540 สมัยที่นายพิจิตต ดำรงตำเเหน่งผู้ว่าฯ กทม. ได้ทุจริตจัดซื้อที่ดินจอดรถขยะ รถน้ำ ของกรุงเทพมหานครย่านบางซื่อ โดยการจัดซื้อดังกล่าวเป็นการจัดซื้อในราคาสูงเกินจริง เเละยังเป็นที่ดินตาบอด 
      
โดยคดีนี้อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายประเสริฐ สมะลาภา อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร ,นายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯกทม. กับพวกรวม 8 คน เป็นจำเลย ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การเสนอขายที่ดินให้กับกรุงเทพมหานครดังกล่าว ไม่ได้เป็นการเสนอขายในราคาที่ดินที่สูงกว่าราคาประเมินจริง เพราะหนึ่งในจำเลยได้ประกาศซื้อที่ดินในเขตบางซื่อ เเละได้สอบถามราคาประเมินและราคาขายที่ดินทั้งจากสำนักงานที่ดิน กรุงเทพมหานคร และธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปรากฎราคาใกล้เคียงกัน  รวมทั้งลักษณะที่ดินที่จัดซื้อเป็นที่ดินพร้อมใช้งานทันที จึงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อไม่ขัดต่อระเบียบกรุงเทพมหานครในการใช้วิธีซื้อพิเศษ โดยไม่ประกวดราคาดังนั้น นายพิจิตตกับพวกบางส่วนซึ่งเป็นจำเลยไม่มีความผิด  เเต่นายสมคาด สืบตระกูล อดีตเลขานุการผู้ว่ากรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 4 และนายชวน พัฒนวรานนท์ อดีตผอ.เขตบางซื่อ จำเลยที่ 8   พยานหลักฐานโจทก์ที่ได้ความจากเจ้าของที่ดิน เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร เบิกความสอดคล้องกันว่าหลังจาก นายชวนได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2540  เจ้าของที่ดินได้ออกเช็ค 18 ล้านบาท ผ่านนายหน้าขายที่ดิน แต่มีการนำเช็คเข้าบัญชีเงินของนายสมคาดและนายชวน  เชื่อว่าเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดินของกรุงเทพมหานคร  จึงตัดสินว่านายสมคาด มีความผิดฐานเรียกรับทรัพย์สินฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149  จำคุก 8 ปี ส่วนนายชวน จำเลยที่ 8 มีความผิด ฐานเรียกรับทรัพย์สินฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149  และเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 10 ปี

คดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีมติเมื่อวันที่ 19 ส.ค.2551 ชี้มูลความผิดนายพิจิตต กับพวก 11 คน ในการจัดซื้อที่ดินตาบอดมูลค่า 270 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2540  สำหรับจอดรถขยะกทม. เเละส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกด้วย

ล่าสุดภายหลังที่ศาลอุทธรณ์ มีคำตัดสินให้จำคุกนายพิจิตต จำเลยที่ 1 และนายสมคาด จำเลยที่ 4 คนละ 5 ปี และนายชวน จำเลยที่ 8 เป็นเวลา 7 ปี แล้ว ทนายความจำเลย ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1,4 และ 8 ระหว่างฎีกาสู้คดี โดยนำหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินราคาประเมิน 5 ล้านบาท และ 8 ล้านบาท ให้ศาลพิจารณา

ศาลอาญา พิจารณาหลักทรัพย์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสามคน โดยตีราคาประกันนายพิจิตต จำเลยที่ 1 และนายสมคาด จำเลยที่ 4 คนละ 800,000 บาท และนายชวน จำเลยที่ 8 ตีราคาประกัน 1 ล้านบาท โดยกำหนดเงื่อนการประกันตัวสำหรับจำเลยที่ 8 ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

นายพิจิตต กล่าวหลังได้รับประกันตัวว่า การสู้คดีในชั้นฎีกา ขอให้เป็นเรื่องของทนายความ ไม่รู้สึกเครียด เพราะเครียดกว่านี้ก็เคยมาแล้ว โดยขณะนี้ตนก็ทำงานอยู่องค์กรระหว่างประเทศ และทุกวันนี้เอาใจช่วยผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน