ข่าว

เบสท์รินมั่นใจกรมศุลฯกลั่นแกล้ง 3จนท.ปลอมเอกสารรถเมล์เอ็นจีวี

วันนี้ (8 ก.พ. 60) – นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคมเปิดเผยว่า หากมีการยกเลิกสัญญาโครงการ
จัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ทางกระทรวงฯจะนำแผนการจัดซื้อรถเมล์ ทั้งหมด 3,183 คัน มาทบทวนและ
ปรับปรุงแผนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับแผนฟื้นฟูขสมก. รวมถึงจะพิจารณารูปแบบของรถเมล์ที่จะมีการจัด
หาใหม่ แต่ในเบื้องต้นคาดว่าจะมีการสั่งซื้อรถเมล์ที่ใช้เชื้อเพลิงหลายรูปแบบ เช่น รถเมล์ไฟฟ้าจำนวน
200 คัน รถเมล์ไฮบริดจ์ และยังมีแผนการนำรถเมล์เก่ามาปรับปรุงใหม่ จำนวน 672 คัน ซึ่งจะขอพิจารณา
งบประมาณให้ชัดเจนอีกครั้ง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนก่อนที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา
ต่อไป 
      
ส่วนการหารือกับคณะกรรมาธิการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการ
ต่างๆ ของกระทรวงคมนาคมในวันนี้ ได้มีการชี้แจงว่าจะเร่งเสนอโครงการรถไฟฟ้าที่ยังเหลืออีก 4 เส้นทาง
ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน บางแค-พุทธมณฑลสาย 4 โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม
สมุทรปราการ-บางปู โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม คูคต-ลำลูกกา และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตลิ่งชัน
-ศูนย์วัฒนธรรมฯ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พร้อมทั้งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่อีก 9 เส้นทาง ซึ่งจะ
ทำให้สัดส่วนการขนส่งทางรางเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75 จากเดิมที่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับการ
ขนส่งทุกประเภท โดยจะจัดหาระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้า เพื่อลดการใช้รถยนต์
ในกรุงเทพมหานคร และจะนำต้นแบบจากโครงการสาทรโมเดลมาใช้กับพื้นที่อื่นๆในกรุงเทพมหานคร และ
ก่อสร้างจุดจอดรถ 5 แห่งทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งยังอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางดำเนินการ

กรมศุลกากรยืนยันอีกครั้ง กระบวนการตรวจสอบรถเมล์เอ็นจีวีมีหลักฐานชัดเจนว่า
มีที่มาจากจีนขณะที่ผู้บริหารเบสท์รินมั่นใจถูกกรมศุลกากรกลั่นแกล้ง นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธาน
บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงกระบวนการส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
(ขสมก.) ที่ยังมีปัญหาว่า ในวันนี้บริษัทมั่นใจแล้วว่า มีกระบวนการที่คอยกลั่นแกล้งเพื่อไม่ให้ส่งมอบรถเมล์
จากหลักฐานใบขนสินค้าขาเข้า พร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ถูกปลอม
แปลงจากเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจำนวน 3 คนได้แก่ นายศรัณยพงศ์ สุรรัตน์, นายณรงค์ สินใจ และ
นายยงยุทธ ทองสุข ซึ่งได้มีการแก้ไขข้อความในหน้าเอกสารใบขนสินค้าขาเข้าหน้าแรกด้วยระบบ
คอมพิวเตอร์ ตรงหมายเหตุว่า

"ขอสงวนสิทธิการขอคืนอากรภายหลังการนำเข้า โดยใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด(ฟอร์มดี) มีปัญหาถิ่นกำเนิด
เนื่องจากคณะกรรมการตรวจปล่อยรถยนต์ตรวจพบว่ารถยนต์ฯ มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีนและเรื่องอยู่
ระหว่างการพิจารณาคดี" ซึ่งในเรื่องนี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะตามจริงการระบุหมายเหตุต้อง
ชี้แจงด้านหลังเอกสาร เป็นเหตุให้ขสมก.ไม่กล้าที่จะรับมอบรถเมล์เอ็นจีวี จึงให้บริษัทซุปเปอร์ซาร่าแจ้งความ
กับตำรวจให้สืบสวนเรื่องดังกล่าว และในวันพรุ่งนี้ (9ก.พ.) เบสท์รินกรุ๊ปจะนำหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถ
เมล์เอ็นจีวีมาเปิดเผยเพิ่มเติมอีก 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบสท์รินกรุ๊ปยังยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ช่วยตรวจสอบปัญหา
ที่ทำให้กระบวนการส่งมอบรถล่าช้า ที่ผ่านมาบริษัทได้ส่งมอบรถขสมกแล้ว 274 คัน แต่คณะกรรมการรับ
รถสั่งให้ชะลอการส่งมอบเพื่อรอความชัดเจนจากกรมศุลกากร และขอยืดระยะเวลายกเลิกสัญญาไปเป็น
วันที่ 21 ก.พ. ไม่เช่นนั้นต้องฟ้องศาล เพราะบริษัทไม่ได้ทำความผิด 

ด้านนายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการขสมก. กล่าวว่า  ขสมก.ยืนยันว่าจะแจ้งยกเลิกสัญญากับทาง
บริษัทเบสท์รินกรุ๊ปตามเดิมคือในวันที่ 10 ก.พ. ส่วนกรณีที่จะมีการส่งหนังสือมาเพื่อขอยืดระยะเวลาการ
ยกเลิกสัญญาไปเป็นวันที่ 21 ก.พ.ตามระยะเวลาในการส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีล็อตสุดท้ายนั้นยังไม่ได้รับ
หนังสือเบื้องต้นต้องยึดตามมติเดิมก่อนและการยังไม่รับมอบรถเพราะติดปัญหาเรื่องการแสดงแหล่งที่มา
ของรถเมล์เอ็นจีวี 

ขณะที่นายธาวิน อินทร์จำนงค์ รองเลขาธิการ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่า กระบวนการตรวจสอบ
ข้อมูลการบอกเลิกสัญญา รถเมล์เอ็นจีวีระหว่างขสมก. และบริษัทเบสท์ริน กรุ๊ปเบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลา
ประมาณ15-20วัน เพื่อเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงทั้งบุคคลและเอกสาร
โดยมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องเร่งตรวจสอบเพราะเกี่ยวข้องกับของประชาชนเป็นอย่างมาก 

นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรยืนยันว่า มีสิทธิที่จะระบุคำชี้แจงถึง
ข้อเท็จจริงในใบขนสินค้าขาเข้าว่าแหล่งที่มาของรถเมล์เป็นอย่างไร เพราะขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ข้อเท็จจริง และยังไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจปล่อยรถเมล์เอ็นจีวีอย่างสมบูรณ์ เพราะหากกรมศุลกากร
ไม่ดำเนินการชี้แจง อาจทำให้ผู้รับมอบรถเมล์เอ็นจีวีเข้าใจผิดได้ ที่สำคัญในเนื้อความไม่ได้ระบุว่า บริษัท
เบสท์รินกรุ๊ปมีความผิด เพียงแต่ระบุว่ายังอยู่ระหว่างการพิจารณาเท่านั้น ส่วนเรื่องที่มีการแจ้งความกับ
เจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรมีการเพิ่มเติมข้อความในใบขนสินค้าขาเข้าฯอย่างไม่
ถูกต้องนั้น กรมศุลกากรจะชี้แจงตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป เพราะได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง