Breaking ข่าว

“อาคม” เผย  เตรียมใช้ “บัตรแมงมุม”  เชื่อมระบบขนส่งสาธารณะ มิ.ย.นี้

วันที่ 23 ก.พ.60–นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวในงาน การเสวนาสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแผนโครงการผลดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมและยุทธศาสตร์พื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย 2558-2565 และส่งเสริมความรู้ด้านคมนาคมขนส่งและความปลอดภัย ครั้งที่ 1 ว่า ไม่เกินเดือนมิถุนายนปีนี้ ทางกระทรวงคมนาคมจะเปิดให้บริการตั๋วแมงมุม หรือ ตั๋วร่วม เพื่อเชื่อมโยงการให้บริการระหว่างรถไฟฟ้า รถเมล์ขสมก. ท่าเรือและการชำระสินค้า ซึ่งในระยะแรกจะเปิดให้บริการเชื่อมต่อบัตรแมงมุมกับระบบรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายช่วง หัวลำโพง -บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ รถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่-เตาปูน รถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ 

ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องระบบบริหารจัดการรายได้กับ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยหรือMRT และบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพหรือBTS รวมถึงบริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ อีกทั้งต้องหารือเรื่องงบประมาณในการดำเนินการติดตั้งระบบ รูปแบบการลงทุนและการจัดตั้งหน่วยงานบริหารจัดการบำรุงรักษาระบบตั๋วร่วม โดยจะมีการเชิญชวนให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน และจะเร่งดำเนินการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคมนี้ 

การออกบัตรล็อตแรกจะคำนึงถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนประมาณ 7 ล้านคนเป็นหลัก เพื่อให้สามารถนำบัตรไปใช้ได้ทันที และผู้มีรายได้น้อยจะได้รับสิทธิ์สวัสดิการจากภาครัฐประมาณ 500-600 บาทต่อเดือนผ่านบัตรแมงมุมเป็นค่าเดินทาง และขณะนี้มีสถาบันการเงินให้ความสนใจที่จะร่วมโครงการบัตรแมงมุม ในการเติมเงินเข้าบัตรเพื่อนำไปใช้บริการแล้ว 

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

ด้านนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรหรือสนข.กล่าวว่า การเชื่อมต่อบัตรแมงมุมกับรถโดยสารขสมก. คาดว่าจะเริ่มได้ในช่วงเดือนกันยายนปีนี้ และในระยะแรกจะมีการติดตั้งระบบเชื่อมต่อบัตรแมงมุมกับรถโดยสารขสมก.จำนวน 300 คันก่อน และน่าจะเริ่มกับกลุ่มรถร้อนที่ให้บริการเป็นรถเมล์ฟรีในปัจจุบัน เพราะจะตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้มีรายได้น้อย และเชื่อว่าการติดตั้งจะมีความคุ้มค่า เพราะสัดส่วนผู้ใช้งานในกลุ่มผู้มีรายได้สูงและกลุ่มนักท่องเที่ยวจะหายไป 
ที่สำคัญโครงการรถเมล์เอ็นจีวียังมีปัญหาเรื่องการพิสูจน์แหล่งที่มาของตัวรถ จึงยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าจะใช้งานได้เมื่อใด