Breaking

ธรรมกายประสานคืนพัดยศเเล้ว เปิดกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 21 ข้อ3 เเละข้อ4 สึก “ธัมมชโย” ได้

วันที่ 8 มี.ค.60-เมื่อเวลา 16.00 น.พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์ ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวภายหลังการเข้าพบนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เป็นการหารือตามปกติคือ มีข่าวอะไรที่มีลักษณะเกี่ยวพันกับการปฏิบัติของบ้านเมือง ก็ให้นำความจริงมาตีแผ่ว่าความจริงเป็นอย่างไร ส่วนกระแสข่าวว่าพศ.และรัฐบาลจะหารือร่วมกันเรื่องวัดพระธรรมกายนั้น ตนต้องขอย้อนถามว่าทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะนายออมสินยังไม่ทราบเรื่องนี้และยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ วันนี้เรามาหารือการเพื่อแก้ภาพพจน์ที่ถูกบิดเบือนเพื่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งการปฏิบัติกับมวลชนที่ผ่านมาส่วนมากเสียเลือดเนื้อ แต่รัฐบาลชุดนี้ไม่มีใครเลือดเนื้อ ไม่เคยทำอะไรพระสงฆ์ ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติงานที่แตกต่างจากอดีต แต่ก็มีความพยายามบิดเบือนเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องสิทธิมนุษยชน

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีความพยายามสร้างวีดีโอชวนเชื่อว่ารัฐบาลรังแกศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียจะจัดการอย่างไร พ.ต.ท.พงศ์พรกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหนึ่งในภารกิจที่เราต้องดำเนินการแก้ไขและแก้ข่าวให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

นายบุญเชิด กิตติธรางกูร ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวว่า หลังจากที่ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องถอดถอนสมณศักดิ์ของพระเทพญาณมหามุนี (พระไชยบูลย์ สุทธิผล) หรือพระธัมมชโย วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมานั้น สิ่งที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะที่มีหน้าที่รับสนองงาน จะต้องดำเนินการเกี่ยวกับกรณีการถอดถอนสมณศักดิ์ มี 6 ขั้นตอนคือ 1.รอหนังสือจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แจ้งเรื่องพระราชโองการถอดถอนสมณศักดิ์ 2.นำเสนอมหาเถรสมาคม(มส.) เพื่อโปรดทราบ 3.ทำหนังสือกราบทูล สมเด็จพระสังฆราช เพื่อทรงทราบ 4.ทำหนังสือ นมัสการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าคณะภาค 1 และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เพื่อทราบ 5.ทำหนังสือนมัสการพระไชยบูลย์ สุทธิผล วัดพระธรรมกาย เพื่อทราบ  6.ทำหนังสือเรียน ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี เพื่อขอรับพัดยศสมณศักดิ์คืน

นายบุญเชิดกล่าวต่อว่า ทั้งนี้กระบวนการดำเนินการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมี.ค.นี้ โดยขณะนี้รอหนังสือแจ้งจาก สลค.อย่างเป็นทางการ ซึ่งหาก สลค.มีหนังสือแจ้งมา ไม่เกินวันที่ 10 มี.ค.ก็จะนำเสนอในที่ประชุม มส.เพื่อทราบเป็นวาระพิเศษ โดยหลังจากมีประกาศถอดถอนสมณศักดิ์ ทางวัดพระธรรมกายได้มีการประสาน เป็นการภายในมาแล้ว ว่าจะขอคืนพัดยศสมณศักดิ์ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ สัญญาบัตรพัดยศ ซึ่งพระไชยบูลย์ สุทธิผล จะต้องส่งคืนทั้งหมด 3 ชั้น คือ ชั้นสามัญ ชั้นราช และชั้นเทพ และส่วนที่ 2 คือ พัดยศ ชั้นเทพ เชื่อว่า จะไม่มีปัญหา แม้จะยังไม่พบตัว พระไชยบูลย์ สุทธิผลแต่โดยเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ถอดถอนแล้ว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน ส่วนจะมีการลงโทษทางกฎหมาย หรือทางพระวินัยอย่างไรบ้างนั้น ตนคงไม่สามารถบอกได้ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ส่วนการทำให้พระธัมมชโยสึกออกจากการเป็นพระสงฆ์นั้น  กฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538)  ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศระบุว่าข้อ1.ประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่ม 83 ตอนพิเศษ วันที่ 22 มีนาคม 2538
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ตรี และมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มหาเถรสมาคมตรากฎมหาเถรสมาคมไว้ ดังต่อไปนี้ 

ข้อ 3 ในกรณีพระภิกษุรูปใด
(1) ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกันหรือหลายเรื่องเป็นอาจิณ ให้เจ้าอาวาสวัดซึ่งพระภิกษุรูปนั้นสังกัดหรือพำนักอาศัยมีอำนาจหน้าที่แนะนำ ชี้แจง ตักเตือน ให้พระภิกษุรูปนั้นประพฤติตามพระธรรมวินัยเป็นลายลักษณ์อักษร โดยกำหนดเวลาให้ปฏิบัติ หากพระภิกษุรูปนั้นไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ ชี้แจง ตักเตือน ภายในเวลาที่กำหนด ให้เจ้าอาวาสซึ่งพระภิกษุรูปนั้นสังกัดหรือพำนักอาศัย รายงานโดยลำดับ จนถึงเจ้าคณะอำเภอเจ้าสังกัด เพื่อวินิจฉัยให้สละสมณเพศต่อไป

(2) ไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง หรือไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ให้พระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองวัดหรือพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ในเขตท้องที่ที่พบพระภิกษุรูปนั้นมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัย ให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้

ข้อ 4 ในกรณีที่มีการฟ้องร้องว่าพระภิกษุรูปใดกระทำความผิดอันเป็นครุกาบัติ เมื่อคณะผู้พิจารณาชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรมแล้ว มีคำสั่งประทับฟ้องดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยต่อไปก็ดี คณะผู้พิจารณาชั้นต้นวินิจฉัยแล้วไม่ว่าจะลงนิคหกรรมหรือไม่ก็ตาม และเรื่องยังอยู่ภายในกำหนดเวลาอุทธรณ์ก็ดี หรือมีการอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาแล้ว ไม่ว่าคณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์แล้วแต่กรณี รายงานข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพระธรรมวินัยที่เกี่ยวข้องต่อมหาเถรสมาคม

ในกรณีที่การพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมอยู่ในชั้นฎีกา กรรมการมหาเถรสมาคมรูปใดรูปหนึ่งอาจรายงานต่อมหาเถรสมาคมเพื่อให้ดำเนินการตามข้อนี้ นอกเหนือจากการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมก็ได้

ในกรณีที่มหาเถรสมาคมพิจารณาจากรายงานดังกล่าวและพยานหลักฐานอื่นประกอบกันแล้ว เห็นว่าพระภิกษุผู้เป็นจำเลยประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัย เรื่องเดียวกันหรือหลายเรื่องอันเป็นโลกวัชชะเป็นอาจิณ ทั้งความประพฤตินั้น เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่ล่วงมาแล้ว หากให้ดำรงเพศบรรพชิตต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนาและการปกครองคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมมีอำนาจวินิจฉัยให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศได้ ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่ไม่ว่าในชั้นใดๆ