Breaking การเมือง

“ประยุทธ์” วอน! เอ็นจีโออย่าเป็นจระเข้ขวางคลอง

วันที่ 24 มี.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่า บทบาทของ NGOs ทั้งในประเทศและในต่างประเทศ ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน หากเรายังไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับการพัฒนาประเทศของเรา แล้วก็ไม่เข้าใจบทบาทของรัฐ คือคิดเดิมๆ แล้วทำแบบเดิมๆ วันนี้เราเปลี่ยนแปลงมาเยอะแล้วในเรื่องของการบริหารจัดการแผ่นดิน ข้าราชการ ระเบียบ กฎหมาย เปลี่ยน แปลงมาเยอะ ก็ไม่อยากจะให้มุ่ง แต่ประเด็นในกิจกรรมตนเองเท่านั้น คือจะต้องรักษาให้ได้มากที่สุด จะต้องทำอย่างนี้ อย่างนั้นโดยไม่คำนึงถึงส่วนประกอบของการรักษาในเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่การรักษาสิ่งแวดล้อม 

คือถ้าเราคิดอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ผูกพันกับเรื่องการพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปคิดอะไรที่แบบตกขอบ มองข้ามประเด็นชนส่วนรวม  อะไรที่เป็นวาระแห่งชาติ อะไรเพื่อคนไทย เพื่อประเทศไทย เราก็จะต้องมีบทบาทร่วมกัน ในการช่วยส่งเสริม ช่วยตรวจสอบ แก้ผิดให้เป็นถูก หาทางออกร่วมกัน ถ้าโจมตีอย่างเดียว บางอย่างก็เสียหาย ช่วยกันแก้ดีกว่าไม่เช่นนั้นก็เหมือนอย่างที่บอก ทุกคนก็ฟังเวลาพูดออกไป ต่างประเทศก็ฟัง อะไรก็ฟัง บางครั้งก็ถูกบ้าง ผิดบ้าง แล้วก็ไม่เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ การค้าในที่สุดก็มีปัญหา แล้วท่านก็มาบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี พันไปหมด   ไม่ดีตรงไหนก็มาบอก ตนก็แก้ให้หมดนะ

 

"เพราะฉะนั้นเราอย่าทำตัวกันเป็น “จระเข้ขวางคลอง” เลยนะครับ หรือไม่ก็ ปิดหู ปิดตา คัดค้านตลอดเวลา โดยไม่ชั่งน้ำหนัก อย่างที่ผมว่า คือทุกอย่างมีได้ ก็มีเสีย แล้วก็ไม่มีอะไรที่จะได้มาฟรีๆ อยากได้อะไรก็ต้องทำเอง รัฐบาลก็จะช่วยให้ เสริมให้ สนับสนุนให้ แต่เราจะทำยังไง ให้ “ได้คุ้มกับที่เสียไป” นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผังเมือง, พลังงาน, คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำ, การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ, ท่าเรือ, ท่าอากาศยาน ถนนหนทาง มีปัญหาหมดนะครับ 

เพราะว่าเราปล่อยปละละเลยจนกระทั่งประชาชนเข้าไปอยู่ในพื้นที่ซึ่งทำให้ทำอะไรไม่ได้ ก็คัดค้าน ต่อต้านตลอด แล้วก็บอกว่ามีรายได้น้อย แล้วจะให้ทำอย่างไร เศรษฐกิจดีขึ้นไม่ได้หรอกครับ ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆ กันไม่ได้ เรารักษาแต่เพียงว่า ก็ดูแลให้เขาอยู่ที่เดิมไปเรื่อยๆ แล้วโครงการที่ต้องเกิดตรงนี้จะทำยังไง ถนนต้องผ่านตรงนี้ แล้วทำอย่างไร 

นั่นแหละคือผลเสียของการที่ปล่อยปละละเลยมาถึงวันนี้ เรื่องผังเมือง เพราะฉะนั้นอะไรแก้ได้ก็แก้กันนะ แล้วก็จะเกิดผลดีในอนาคต อาจจะช้าบ้างเร็วบ้าง ต้องร่วมมือกัน ไม่อย่างนั้นก็ไม่เกิดอะไรเลย เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย ปัญหาก็มากขึ้นเรื่อยๆ คนมากขึ้น ยุ่งกันไปหมด  ซึ่งปัจจุบัน มักมองด้านเดียว พอเสียหาย ทำไม่ได้ แล้วพอประชาชนเสียประโยชน์ในวันหน้า ก็โทษรัฐบาลว่าไม่ทำเอง

 

เราต้องช่วยกันทำให้โครงการที่สำคัญ เริ่มโครงการเหล่านี้ไปได้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม บางส่วนเสียประโยชน์นะครับ ก็ต้องช่วยดูแลพวกเขา เยียวยา ถ้าไม่ทำอะไรเลย ต่อต้านไปแบบนี้ รัฐบาลทำไม่ได้ มีโครงการทำไม่ได้ ทุกเรื่องจะเดือดร้อนทีหลัง น้ำท่วม ฝนแล้ง พลังงานไม่พอ แหล่งเก็บกักน้ำก็ไม่เพียงพอ ทำระบบระบายน้ำ ก็ไม่ได้  ส่งน้ำก็ไม่ได้ แล้ววันหน้ามาโทษรัฐบาล ว่ารัฐบาลนี้ รัฐบาล คสช. ไม่ได้    รัฐบาลนี้คิดทุกเรื่อง แล้วเขียนแผนทำโครงการมาทุกเรื่อง แต่ติตรงนี้แหละ ไปทำตรงไหนก็ติดคน ติดคน บางที่ก็ไม่ติดคน ติดความคิด ติดความไม่เข้าใจ ต่อต้านกันอย่างนี้ตลอดจะเกิดได้ยังไงนะ คิดสองทางให้ผมบ้าง    

ก็ขอให้ระลึกเสมอว่า รัฐบาลนี้ มีเป้าหมายที่ประกาศชัดเจน “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” เปิดเผยทุกโครงการ จะทำอะไรก็บอก ก่อนทุกครั้ง คิดแล้วก็บอก คิดแล้วก็แนะนำ คิดแล้วก็สร้างความเข้าใจ ยังติดขัดเลย ถ้าทำแบบเดิมๆ จะยิ่งไปไม่ได้ใหญ่นะครับ  เพราะฉะนั้นทุกมาตรการ ก็ต้องมีนโยบายที่ขับเคลื่อนชัดเจน ต้องพิจารณาแล้วในทั้ง 3 มิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรักษาความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติ น้ำ ดิน ป่า อากาศ และทางพลังงาน หรือปัญหาปากท้อง 

 

จะต้องเกิดการสร้างงานให้มากขึ้น สร้างรายได้ที่สูงขึ้น ไปจนถึงการสร้างความมั่งคั่งนะครับ ให้กับประเทศชาติ รัฐบาลนี้นะครับคิดอย่างลึกซึ้ง คิดอย่างเชื่อมโยง ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง บางอย่างคิดต้นทางก่อน แล้วไปดูปลายทางว่าต้องการอะไร แล้วมาหาวิธีการทำตรงกลางทาง บางอย่างไปเอาปัญหาปลายทางขึ้นมา จากประชาชนขึ้นมา แล้วคิดย้อนกลับมาถึงต้นทาง ว่าเราจะแก้กลับไปอย่างไร 

ต้องคิดแบบนี้ สองทาง จากบนลงล่าง ต้นทาง ไปปลายทาง แต่ตรงกลางทางสำคัญ วันนี้เราอยู่กลางทาง อยู่ตรงนี้ ในการที่จะเปลี่ยนแปลงปัญหา จะไม่เกิดขึ้นซ้ำซาก เราอยู่กลางทาง เพราะถ้าเราไม่ทำเส้นทางตรงนี้ ให้เคลียร์ชัดเจน เดินไปข้างหน้าไปสู่ปลายทาง สิ่งที่เราคาดหวังก็ไม่เกิดขึ้น เราต้องทำให้เกิดความสมดุล และยั่งยืน  ก็ขอความกรุณาช่วยกันด้วย

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

ตัวอย่าง ที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง “ปัญหาน้ำท่วม–ภัยแล้ง” ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย แต่ส่งผลกระทบต่อน้ำอุปโภค บริโภค มีผลกระทบ ต่อระบบนิเวศน์, การผลักดันน้ำเค็ม มีผลต่อสัตว์น้ำ สิ่งแวดล้อมหากบริเวณปากอ่าว มี “น้ำต้นทุน” ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในบางช่วงเวลานะครับ ที่เราต้องการน้ำเป็นปริมาณมาก ในการทำการเกษตร  ก็ทำให้น้ำในการผลักดันน้ำเค็มน้อยลง น้ำก็เข้ามาลึกเรื่อยๆ ดินก็เค็ม "