Breaking การเมือง

เปิดโมเดล! ตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ พบเอกสารสนช.เสนอร่างกม.ต่อครม.

วันที่ 29 มี.ค.60-โมเดลการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ที่กลายมาเป็นประเด็นร้อน ตอนนี้ เป็นหนึ่งในผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้พ.ร.บ.ปิโตรเลียมที่มีพล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ เป็นประธาน มีเป้าหมายหลักบริหารจัดการปิโตรเลียมแบบเบ็ดเสร็จแต่เพียงรายเดียว
 
ในรายงานผลการศึกษา บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ผู้บริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม ที่คณะกรรมาธิการ เสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณา ระบุว่า ในการบริหารจัดการปิโตรเลียมรัฐต้องมีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เป็นบริษัทที่ประเทศเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียมจัดตั้งขึ้น เพื่อลดอิทธิพลของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ เพราะบริษัทน้ำมันแห่งชาติมีอยู่เกือบทุกประเทศและมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งบริษัทน้ำมันข้ามชาติใหญ่ที่สุดในโลกกว่า 77% ของน้ำมันสำรองทั่วโลกอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทน้ำมันแห่งชาติไม่กี่แห่ง

จากการศึกษาพบว่าบริษัทน้ำมันแห่งชาติของหลายประเทศถือหุ้นโดยรัฐทั้งหมด เพื่อเป็นหลักประกันที่ประชาชนให้ความไว้วางใจว่าบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ดำเนินการเพื่อประเทศชาติ ประชาชนอย่างแท้จริง
 
นอกจากนี้จากการรับฟังความเห็นประชาชนมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าการจะนำบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) มาทำหน้าที่บรรษัทน้ำมันแห่งชาติอาจไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนบางส่วน เนื่องจากปตท.ได้เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และมีการบริหารงานเป็นเอกชน 

คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการใช้พระราชบัญญัติปิโตเลียม จึงเสนอให้ตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ขึ้นมาเป็นตัวแทนของรัฐ เป็นผู้มีสิทธิเพียงรายเดียวในการสำรวจและให้สิทธิเกี่ยวกับปิโตรเลียม
 
คณะอนุกรรมาธิการได้เสนอโครงสร้างบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ โดยมีคณะกรรมการบริหารจัดการบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติ ขึ้นมาคณะหนึ่งทำนห้าที่กำกับดูแลนโยบาย โดยมีบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานธุรการ คอยทำหน้าที่ 5 ด้าน หลักๆ คือ บริหารจัดเก็บรายได้ บริหารสิทธิปิโตรเลียมแห่งรัฐ บริหารสัญญา บริหารจัดการข้อมูลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และบริหารผลกระทบชุมชน
 
ในส่วนของการบริหารปิโตรเลียมแทนรัฐนั้นจะมีหน้าที่หลักๆ คือการบริหารสัญญาใหม่ และบริหารการผลิตในแปลงที่หมดสัญญา 
ส่วนการบริหารจัดการข้อมูลการสำรวจปิโตรเลียมและผลิตปิโตรเลียม จะทำหน้าที่วิเคราะห์ศักภาพแปลงปิโตรเลียม และบริหารการสำรวจเบื้องต้น
 
สำหรับการบริหารสัญญาและบริหารการผลิต บรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติ สามารถดำเนินการเองหรือว่าจ้างเอกชนเข้ามาดำเนินการก็ได้ หากแปลงไหนหมดสัญญาถ้าไม่มีปิโตรเลียมก็จะเข้าไปรื้อถอน แต่ถ้ายังมีปิโตรเลียมอยู่ก็จะเข้าไปรับมอบอุปกรณ์และดำเนินการผลิต 

เเละเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาเมื่อม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ออกมาคัดค้านการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ในร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสนช.ในวันที่30มี.ค.สปริงนิวส์ตรวจสอบพบว่า ประเด็นนี้ สนช.เคยหารือกับกระทรวงพลังงานและยืนยันว่า   จะต้องใส่เรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ตามที่สนช.ไว้ในกฎหมาย
 
จากการตรวจสอบพบว่า การเสนอร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พบว่า ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับถูกผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมครม.ครั้งแรกเมื่อวันที่ วันที่ 12 พ.ค.2558 โดยสาระสำคัญที่เสนอครั้งแรกคือ การแก้ไขกฎหมายเพื่อกำหนดระยะเวลาของสัญญาสัปมปทานปิโตรเลียม การต่อระยะเวลาสัมปทาน การแบ่งปันผลประโยชน์รัฐที่เหมาะสมและเป็นธรรมระหว่างรัฐและเอกชน รวมถึงข้อกำหนดอื่น ๆ ที่จำเป็น 

ต่อมาในวันที่ 30 มิ.ย. 2558 ครม.ได้ เห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ในกรอบแนวทางการบริหารจัดการแหล่งก๊าซที่สัมปทานจะหมดอายุในปี 2565/66 รวมทั้งให้กระทรวงพลังงานไปพิจารณาความเห็นการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ไว้ในกฎหมาย
 
จากนั้นในวันที่ 4 ส.ค. 2558 กระทรวงพลังงานได้ผลักดันร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับให้ครม.พิจารณาอีกครั้ง โดยยืนยันว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เพราะการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติจะเป็นการทำหน้าที่ซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน 

มติที่ประชุมครม.ในวันนั้น มอบหมายให้ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ร่วมกับรมว.พลังงาน นำร่างพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติปิโตรเลียม ที่มีพล.อ. สกนธ์ สัจจานิตย์ เป็นประธาน ให้ได้ข้อสรุป ก่อนเสนอคณะกรรมการประสานงานสนช.ต่อไป 

ต่อมาในวัน 8 ธ.ค. 2558 ได้มีการเสนอเรื่องนี้ให้ครม.พิจารณาอีกครั้ง โดยมีการรายงานให้ครม.รับทราบว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยืนยันให้กระทรวงพลังงานใส่เรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ตามที่สนช.เสนอทุกประเด็นก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสนช. ที่ประชุมครม.จึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการัไปพิจารณาอีกรอบ
 
จากนั้นในวันที่ 7มิ.ย. 2559 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอร่างกฎหมายที่ตรวจพิจารณาแล้วให้ครม.พิจารณา ซึ่งที่ประชุมครม.ก็เห็นชอบตามที่กฤษฎีกาเสนอ ไม่ได้มีเรื่องการกำหนดให้จัดตั้งบรรษัทนำมันแห่งชาติ กำหนดไว้ในร่างกฎหมายแต่อย่างใด โดยครม.มติให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังไปศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างบรรษัทน้ำมันแห่งชาติและการจัดเก็บรายได้จากการปิโตรเลียมของประเทศไทยทั้งระบบ เท่านั้น 

ต่อมาในวันที่ 24 มิ.ย. 2559 ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับได้เข้าสู่การพิจารณาของสนช.และที่ประชุมมีมติรับหลักการในวาระที่ 1 ก่อนจะแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา ก่อนที่คณะกรรมาธิการจะแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายในมาตรา 10/1 ในเรื่องบรรรษัทพลังงานแห่งชาติกลับเข้ามาในร่างกฎหมายอีกครั้ง