Breaking การเมือง

บิ๊กป้อมหนุน “ผบ.เหล่าทัพ” นั่งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

วันที่ 24 เม.ย. 60 –พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวก่อนประชุมสภากลาโหมถึงข้อสังเกตสัดส่วนปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เป็นคณะกรรมการในร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติว่า ผู้บัญชาการเหล่าทัพมีแค่ 5-6 คน ไม่ได้มีจำนวนมากกว่านี้  ซึ่งการที่มีผบ.เหล่าทัพเข้าไปเป็นคณะกรรมการ เพราะเพื่อให้เกิดความมั่นใจ เนื่องจากบ้านเมืองเรา ทหารนั้นถ้าให้พวกเขารับรู้รับทราบ และเดินไปด้วยกันกับประชาชน หรือนักวิชาการ  คิดว่า มันจะเป็นไปได้ เพราะยุทธศาสตร์ชาติเราต้องร่วมมือกัน 

         
พล.อ. ประวิตร ตนคิดว่า มันเป็นเรื่องดีที่จะให้ผบ.เหล่าทัพเข้าไปรับรู้รับทราบ แล้วรู้ว่า สิ่งที่พวกเขาทำเพื่ออะไร ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย ยืนยันว่า จำเป็นต้องมีผบ.เหล่าทัพเป็นคณะกรรมการในกฎหมายฉบับนี้ เพราะประเทศเราจะไปเหมือนพวกเขาไม่ได้ ที่ผ่านมาปัญหาเกิดขึ้น เพราะความไม่เข้าใจกัน ถ้ามีเหล่าทัพก็ยังช่วยเสนอความคิดเห็นได้ และทางนักวิชาการก็สามารถติงผบ.เหล่าทัพได้ ทุกอย่างต้องร่วมมือกัน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เเละในส่วนที่คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจในการควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ในเรื่องนี้ตามกฎหมายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้ 

          
เมื่อถามว่า แต่กฎหมายเขียนยุทธศาสตร์ชาติไว้ 20 ปี สถานการณ์วันข้างหน้ายังจะเป็นแบบนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า กฎหมายเขียนไว้กว้างๆ  สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ ซึ่งไม่ได้เขียนว่า ต้องทำแบบนั้น ต้องทำแบบนี้ และกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้เป็นการป้องกันรัฐประหาร เพราะระหว่างนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทหารต้องตกลงกัน ถ้าคุยกันได้คนที่ได้ประโยชน์ คือ ประชาชน  ดังนั้นตนคิดว่า พวกเขาคิดดีแล้ว ถ้าคิดไม่ดี คงไม่ทำแบบนี้ เมื่อถามว่า เเสดงว่าไม่ใช่หลักประกันว่าจะไม่เกิดรัฐประหาร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า  มันไม่ใช่หลักประกัน แต่มันเป็นเรื่องที่จะต้องคุยกันได้มากขึ้นจะทำอะไรต้องมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เมื่อถามอีกว่า ถ้าคุยกันไม่ได้จะทำเช่นใด พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนคิดว่า ต้องคุยกันได้ ถ้าคุยกันไม่ได้ ก็เหมือนตนคุยกับสื่อ ต่างคนต่างไป


พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์  โฆษกกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า ในวันนี้พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศภาพรวม ในที่ประชุมสภากลาโหม ณ ศาลาว่าการกลาโหมโดยสรุปว่า  ความมั่นคงของประเทศปัจจุบันมีความสำคัญยิ่ง และมีความเชื่อมโยงกับทุกมิติของสังคม ทั้งในและต่างประเทศ  ซึ่งหากบ้านเมืองไม่มีความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย กลไกต่างๆของประเทศก็เดินหน้าต่อไม่ได้ จึงจำเป็นต้องร่วมกันสร้างการตระหนักรู้ ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในงานความมั่นคงมากขึ้น 


โฆษกกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า ความขัดแย้งทางการเมืองและความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามทำทุกเรื่องที่ทำได้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม มุ่งเน้นให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อย  โดย 2 – 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามวางรากฐานประเทศและสามารถขับเคลื่อนบริหารบ้านเมืองไปได้มาก เพราะประเทศมีความสงบเรียบร้อย  ซึ่งการมีความสงบเรียบร้อยได้ ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม เพื่อให้สังคมและประชาชนส่วนใหญ่สามารถทำมาหากินได้อย่างปกติสุข


โฆษกกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า  ประเทศเรามีความขัดแย้งมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ความปรองดองกันของคนในชาติ จึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะจะช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมให้การเดินหน้าปฏิรูปประเทศเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดร่วมกันได้ โดยการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองมีความก้าวหน้าไปมาก จากการตอบรับและการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน   วันนี้ จำเป็นที่เราต้องเปิดใจกว้าง รับฟังกันรอบด้าน ร่วมทบทวน เรียนรู้และทำความเข้าใจด้วยเหตุผล ที่ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติ ไปพร้อมๆกัน  ร่วมกันเดินหน้าสู่กระบวนการปรองดองที่มีประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ของประชาชนและการกำหนดกรอบอนาคตการอยู่ร่วมกันอย่างสงบและสันติสุข ซึ่งคือผลจากเป้าหมายปรองดองที่เป็นความหวังร่วมกันของทุกคนในชาติ 
 

โฆษกกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า สำหรับการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ รัฐบาลพิจารณาถึงความจำเป็นและความเหมาะสม โดยไม่จำกัดเฉพาะประเทศใด แต่ต้องครอบคลุมผลประโยชน์ที่ได้รับ ทั้งระบบอาวุธ การซ่อมบำรุง การพัฒนาบุคลากร รวมทั้งในราคาที่สมเหตุผล โดยต้องเป็นไปตามแผนงานและความต้องการที่แท้จริงของแต่ละเหล่าทัพ และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมความมั่นคงในอนาคต โดยเฉพาะอาวุธทางยุทธศาสตร์ ที่ปัจจุบันทุกประเทศรอบบ้านในอาเซียนมีและใช้งาน เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางทะเลและใช้เป็นพลังอำนาจทางทหารในการต่อรอง เพื่อผลประโยชน์ชาติในภาพรวม