Breaking ข่าว ข่าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั่วไทย

ฎีกาฉบับเต็ม! ลุงป้าเก็บเห็ด ศาลชี้เป็นเครือข่ายมอดไม้ รุกตัดไม้ในพื้นที่ป่าสงวน

วันที่ 2 พ.ค.60-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีคดีที่นายอุดม ศิริสอน  และนางแดง ศิริสอน  สองสามีภรรยา บ้านโนนสะอาด อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมในข้อหาร่วมกันบุกรุก แผ้วถาง ก่อสร้าง ทำไม้ ยึดถือครอบครอง หรือกระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการกระทำให้เสื่อมสภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต,ทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตรารัฐบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต(ป่าสงวนแห่งชาติดงแนง) ตั้งแต่ปี 2553 และในปี 2554 ถูกศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิพากษาจำคุกคนละ 30 ปี ลดโทษเหลือ 15 ปี ซึ่งในปี 2557 ผู้ต้องหาได้ยื่นประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ เเละในปีดังกล่าวศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้โทษจำคุกเป็น 14 ปี 12 เดือน และจำเลยขอฎีกา โดยวันนี้มีการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ช่วงเช้าวันนี้ที่บริเวณด้านหน้าศาลจังหวัดกาฬสินธุ์  นายอุดม และนางแดง ผู้ต้องหาคดีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงระแนง พร้อมญาติ เดินทางเข้ารับฟังการอ่านคำพิพากษาฎีกาที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ


นายอุดม และนางแดง  ยอมรับว่า มีความกังวลต่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่จะมีขึ้น แต่พร้อมน้อมรับ  ส่วนผลจะออกมาอย่างไรเเละ จะมีการขอรื้อฟื้นคดีหรือไม่  ขึ้นอยู่กับทนายความที่จะพิสูจน์ความเป็นธรรม  จากนั้นนายอุดมเเละนางเเดงได้เดินขึ้นไปที่บังลังก์ 10 เพื่อรอรับฟังคำพิพากษา ซึ่งคดีนี้นายอุดมและนางแดง ถูกจับในข้อหาบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ 72 ไร่ โดยมีหลักฐานตัดไม้สักและกระยาเลยกว่าหนึ่งพันต้น และยังครอบครองไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2553 – 26 ก.ย. 2554 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 30 ปี โดยผู้ต้องหารับสารภาพ ลดโทษเหลือ 15 ปี และประกันตัวสู้คดีในชั้นอุทธรณ์เมื่อปี 2557 เเละปฏิเสธว่าไม่ได้ตัดไม้ และอ้างว่าในวันเกิดเหตุได้เข้าไปเก็บเห็ดในป่าสงวนเท่านั้น โดยข้อให้ศาลลดโทษซึ่งศาลพิพากษาแก้เป็น จำคุก 14 ปี 12 เดือน


การอ่านคำพิพากษาได้เริ่มขึ้นในเวลา 09.30 น. โดยศาลฎีกาอ่านคำพิพากษา ที่ 446/2560 ตามที่จำเลย ประกอบด้วย นายอุดม ในฐานะจำเลยที่ 1 และนางแดง ในฐานะจำเลยที่ 3 ยื่นฎีกาคัดค้าน ต่อความผิดตามพ.ร.บ.ป่าไม้ , ความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าสงวนเเห่งชาติว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ใน 3 ประเด็นคือ 1.จำเลยหลงเชื่อบุคคลภายนอกให้รับสารภาพ และนายอุดม อ้างว่าตนเคยประสบอุบัติเหตุ มีอาการลมออกหูและประสาทไม่ดี พูดจารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง  2.การดำเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบ เพราะไม่ได้แจ้งพฤติการณ์และรายละเอียดในการกระทำผิดตามฟ้องให้จำเลยทราบ 3.การยื่นฎีกาครั้งนี้ขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ


หลังจากศาลวินิจฉัยตามฎีกา กรณีจำเลยต่อสู้คดีโดยอ้างว่า   1.อ้างว่านายอุดมหลงเชื่อบุคคลภายนอกให้รับสารภาพ และอ้างว่าตนเคยประสบอุบัติเหตุ มีอาการลมออกหูและประสาทไม่ดี พูดจารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง นั้นฟังไม่ขึ้น  เพราะคำให้การเป็นการขัดแย้งกัน หลังจากที่ศาลได้ทำการสืบพินิจจำเลย   2.อ้างว่าการดำเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบเพราะไม่ได้แจ้งพฤติการณ์และรายละเอียดในการกระทำผิดตามฟ้องให้จำเลยทราบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น กรณีดังกล่าวปรากฏว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาตามฟ้องให้จำเลยทั้งสองทราบโดยครบถ้วน   เพียงแต่ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำมากเท่ากับที่บรรยายในฟ้อง  ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ อันแสดงว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น   3.การยื่นฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ตามรายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสอง สำนวนการสอบสวนที่ศาลฎีกาเรียกมาจากโจทก์เพื่อประกอบการพิจารณาได้ความว่า 


ในวันเกิดเหตุคณะเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าร่วมกันออกตรวจปราบปรามผู้กระทำความผิดกฏหมายเกี่ยวกับป่าไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พบกลุ่มบุคคล 3-4 คน กำลังช่วยกันตัดไม้ใช้มีดแผ้วถางขนาดเล็กและตัดโค่นไม้สักล้มลงจำนวนมาก เมื่อพบเจ้าหน้าที่จึงได้วิ่งหนี ปรากฏหลักฐานการตัดไม้เป็นแปลงปลูกไม้สวนป่า ปี 2527,2531,2532,2536 มีการตัดโค่นไม้สักสักกับไม้กระยาเลย ขนาดโตประมาณ 30 – 90 ซม. อายุประมาณ 15 – 20 ปี ที่กำลังโต เป็นการกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลหลายฝ่ายร่วมกันเป็นขบวนการลักลอบตัดไม้ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง โดยจำเลยทั้งสองร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการดังกล่าว 


ตามพฤติกรรมแห่งคดีเชื่อได้ว่า บุคคลที่เป็นกลุ่มนายทุนมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดตามฟ้องโดยตรง และยังมีการติดตามเพื่อขยายผล คงมีแต่จำเลยทั้งสองเท่านั้นยอมเข้ามอบตัวเพื่อให้ดำเนินคดีต่อไปและสมัครใจรับสารภาพตามฟ้อง กรณีมีเหตุผลสมควรให้กำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยทั้งสองให้น้อยลงเพื่อให้เหมาะแก่รูปคดี แต่ตามพฤติการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองส่งผลกระทบต่อสภาพความสมดุลของระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยากแก่การฟื้นฟูให้กลับมาคืนดีดังเดิม    ส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวมถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน 


อนึ่งระหว่างพิจาณาของศาลฎีกา ได้มีประกาศคสช. ฉบับที่ 106/2557 เรื่องแก้ไขเพิ่มเตอมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันมีไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 6 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอบคนละ 5 ปี นอจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน


นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลมีเมตตาลดโทษให้เป็นหนึ่งในสาม แต่คดีนี้คงจะรื้อฟื้นใหม่ เพราะตนมั่นใจในพยานหลักฐานเพราะจะต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งก็จะมีการรื้อฟื้นคดีต่อไป ส่วนรายละเอียดที่นำมารื้อฟื้นคดีใหม่เป็นอย่างไรนั้นจะมาอธิบายให้ฟังในวันที่มายืนรื้อฟื้นคดี ยืนยันว่าจะเป็นหลักฐานใหม่โดยเฉพาะพยานบุคคล