Breaking ข่าว เศรษฐกิจ

“ทวิช+ทีม” ลาออกจากกรรมการ IFEC

วันนี้ (31 พ.ค. 60) – นายทวิช เตชะนาวากุล ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และกรรมการของ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC แถลงว่า วันนี้ตนและกรรมการที่ตนเรียนเชิญมาเป็นกรรมการ IFEC ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นกรรมการ IFEC มีผลตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค. 2560 เป็นต้นไป และขอถือโอกาสนี้ ชี้แจงประเด็นต่างๆ ที่นพ.วิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ซื้อพื้นที่ประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ เพื่อออกแถลงการณ์ของ IFEC เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีการพาดพิงถึงตน

ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทั่วไป ได้เข้าใจความเป็นจริงต่างๆ ขอชี้แจงดังนี้
1. ตนได้ทำการซื้อหุ้น จากผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายหนึ่งของ IFEC โดยเป็นการซื้อขายแบบ Big Lot และมีการชำระค่าหุ้น ไม่ใช่ เป็นการโอนหุ้น ตามที่นพ.วิชัย ได้กล่าวอ้าง

2. การประชุมคณะกรรมการบริษัท ภายหลังจากที่ตนได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการ กรรมการทุกคน ไม่เคยได้รับข้อมูลและเอกสารประกอบการประชุม พร้อมกับหนังสือเชิญประชุมฯ จากบริษัท เป็นการล่วงหน้า ซึ่งเป็นสิ่งผิดปกติ จากบริษัทจดทะเบียนหรือบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ทั่วไป

3. การเลือกตั้งกรรมการ ในที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นและที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น สองครั้งที่ผ่านมานพ.วิชัย อ้างข้อกฎหมายเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน โดยวิธีลงคะแนนแบบสะสม (Cumulative voting) นั้น ซึ่งขัดกับข้อบังคับของบริษัท โดยมีเจตนาที่ต้องการให้ฝ่ายตนได้เป็นกรรมการเสียงข้างมาก โดยอ้างอิงมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน แต่ในพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน มีการกำหนดวิธีการเลือกตั้งกรรมการไว้ ในสองมาตราคือ มาตรา 70 และ 71 ซึ่งต้องพิจารณาพร้อมกัน โดยมาตรา 71 กำหนดว่า ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีทุกครั้ง ให้เลือกตั้งคณะกรรมการทั้งชุดพร้อมกันในคราวเดียว ทั้งนี้ มิให้ใช้บังคับกับกรณีที่บริษัทมีข้อบังคับกำหนดวิธีการเลือกกรรมการแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 70 ซึ่งในกรณีเช่นนั้น ให้กรรมการออกจากตำแหน่งจำนวนหนึ่งในสามเป็นอัตรา ถ้าจำนวนกรรมการที่จะแบ่งออกให้ตรงเป็นสามส่วนไม่ได้ ก็ให้ออกโดยจำนวนใกล้ที่สุดกับส่วนหนึ่งในสาม ซึ่งเห็นได้ว่า หากนายวิชัย จะใช้วิธีการลงคะแนนแบบสะสม ตามมาตรา 70 ก็ต้องเลือกตั้งคณะกรรมการทั้งชุด แต่ถ้าหากจะเลือกกรรมการแค่หนึ่งในสาม ก็ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัท คือวิธีการลงคะแนนแบบแบ่งแยกคะแนนไม่ได้ (One man one vote)

4. การฟ้องร้องอดีตผู้บริหารที่ทุจริต ในส่วนของตน เห็นว่า ทั้งนพ.วิชัย และอดีตผู้บริหาร ได้ร่วมกันบริหาร IFEC มาตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงาน บริษัทควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และมอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบ ดำเนินการตรวจสอบ เรื่อง การลงทุนในโครงการทุกโครงการที่ผ่านมาของบริษัท หากพบว่า มีการทุจริตในโครงการใด ก็ต้องเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้บริหารและอดีตผู้บริหารทุกคน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นของบริษัท

5. การที่บริษัทไม่สามารถส่งงบการเงินให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงาน กลต. ได้ตามกำหนดเวลา มีการขอเลื่อนกำหนดนำส่งมาหลายครั้ง ซึ่งตนให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และได้พยายามเรียกร้องให้นายวิชัย ในฐานะผู้บริหารและกรรมการที่รับผิดชอบเดิม เร่งดำเนินการ แต่นายวิชัย กลับให้ความสำคัญเรื่อง การที่จะให้ฝ่ายตน มีจำนวนกรรมการเป็นเสียงข้างมาก และโยนความผิดไปยังอดีตผู้บริหารแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งตนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการดำเนินการให้บริษัท สามารถส่งงบการเงินให้ได้ แต่ถูกกีดกันจากนายวิชัย ในการรับทราบถึง สถานะและปัญหาที่แท้จริงในการปิดงบการเงินของบริษัท

สาเหตุที่ ตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย SP หลักทรัพย์ของ IFEC คือ  ครั้งแรก วันที่ 12 ม.ค. 2560 บริษัทไม่ชี้แจงเรื่อง การผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงินของบริษัท     ครั้งที่ 2 วันที่ 1 มี.ค. 2560 บริษัทไม่ส่งงบการเงินสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค.2559
 ครั้งที่ 3 วันที่ 16 พ.ค. 2560 บริษัทไม่ส่งงบการเงิน สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มี.ค. 2559 และยังขึ้นเครื่องหมาย NP เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2560 เนื่องจาก IFEC ไม่สามารถแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯได้ชี้แจงเพิ่มเติม ว่า หากครบ 3 เดือน นับแต่วันขึ้นเครื่องหมาย NP แล้ว บริษัทยังไม่สามารถตั้งกรรมการตรวจสอบได้ครบถ้วน ตลาดหลักทรัพย์จะขึ้นเครื่องหมาย SP ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2560 และหากขึ้นเครื่องหมาย SP ครบ 3 เดือน IFEC ยังไม่สามารถแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบได้ครบถ้วน ตลาดหลักทรัพย์จะประกาศ IFEC เข้าข่ายถูกเพิกถอน และหากบริษัท ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามข้อกำหนด ตลาดหลักทรัพย์อาจพิจารณาเพิกถอนหลักทรัพย์ของ IFEC ต่อไป

ดังนั้น การที่นพ.วิชัยจะพยายามโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อต่างๆ ว่า IFEC จะสามารถปลดเครื่องหมาย SP ได้ เมื่อส่งงบการเงินประจำปี 2559 เท่านั้น อาจทำให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทั่วไป เข้าใจคลาดเคลื่อนถึงข้อเท็จจริง เพราะการที่ตลาดหลักทรัพย์ จะพิจารณาปลดเครื่องหมาย SP บริษัทจะต้องแก้ไขสาเหตุที่ตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมายให้ครบทุกข้อก่อน ตลาดหลักทรัพย์ จึงจะพิจารณาปลดเครื่องหมาย SP ให้

นอกจากนี้ การส่งงบการเงินสิ้นสุด ณ วันที่ 31 มี.ค. 2560 ยังมีขั้นตอนที่ต้องให้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท จะต้องอนุมัติการแต่งตั้งผู้สอบบัญชี สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีประจำปี 2560 ก่อน ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ขั้นตอนนี้ ยังไม่ได้ดำเนินการ อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ การที่บริษัทไม่แต่งตั้งกรรมการตรวจสอบแทนกรรมการตรวจสอบเดิมที่ลาออก แม้ว่าตนจะมีหนังสือขอให้ประธานกรรมการบริษัท บรรจุวาระเรื่องดังกล่าว แต่ประธานกรรมการบริษัท เห็นว่า ยังไม่มีความจำเป็น อันอาจเป็นเจตนาของนายวิชัย ที่ไม่ต้องการให้คณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบ เพราะจะทำให้การดำเนินการที่ต้องการของตน ไม่สามารถดำเนินการได้ก่อนที่จะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบก่อนประเด็นสุดท้าย ที่ตนขอชี้แจง คือ สาเหตุที่ตนและกรรมการอื่น ขอลาออกจากการเป็นกรรมการของ IFEC นับแต่ได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ข้าพเจ้ายินดีให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมประชุมกับนายวิชัย แต่เนื่องจากที่ผ่านมาประมาณ 5-6 ครั้ง

การประชุมคณะกรรมการ นายวิชัยไม่เคยส่งเอกสารประกอบการประชุมให้แก่กรรมการ ทำให้กรรมการไม่สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องใดๆ ได้ รวมถึงการไม่ได้มีการบันทึกรายงานให้ถูกต้องครบถ้วน ประกอบกับที่ผ่านกรณีที่นายวิชัยเรียกประชุมคณะกรรมการ (ฉุกเฉิน) ถึง 3 ครั้ง บางครั้งเรียกประชุมภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวาระที่ควรจะได้มีการเตรียมการล่วงหน้านานนับเดือน เป็นการดำเนินการที่ผิดปกติสำหรับบริษัทจดทะเบียนและบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ทั่วไป รวมถึงยังมีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามข้อกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท และการไม่ลำดับความสำคัญในการพิจารณาแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของบริษัท เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินงานต่อไปได้ นอกจากนี้ นายวิชัย สามารถการส่งงบการเงิน ณ 31 ธ.ค. 2559 ตามกรอบเวลาที่กำหนด และการซุ่มเสี่ยงที่จะดำเนินการหลายครั้งที่ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แม้ว่า ตนจะได้ทักท้วงหลายครั้ง อีกทั้ง นายวิชัย ยังไม่นำรายชื่อกรรมการฝ่ายตน ยื่นขอขึ้นทะเบียนในระบบข้อมูลกรรมการและผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนของ สำนักงาน กลต. แม้ว่าจะล่วงเลยระยะเวลามานาน

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

นายทวิช ได้ชี้แจงต่อว่า ตนตระหนักดีถึง ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ ด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้ดำเนินการตามข้อกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท การที่ข้าพเจ้าและคณะเสนอตัวเข้ามาเป็นกรรมการ เพราะเห็นว่า สามารถใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่มีอยู่ ทำประโยชน์ให้แก่บริษัท ไม่เคยมีความคิดจะเข้าครอบงำกิจการของบริษัทแต่อย่างใด และเมื่อเห็นว่า คงไม่สามารถทำงานร่วมกับนพ.วิชัย ให้เป็นไปตามเจตนาที่ผู้ถือหุ้นได้ตั้งความหวัง ข้าพเจ้าและกรรมการที่ตนเรียนเชิญ ก็ไม่เคยยึดติดกับตำแหน่ง จึงได้ร่วมกันตัดสินใจและขอลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท และขอเชิญชวนนพ.วิชัย หากท่านเห็นว่า มีความตั้งใจที่จะกอบกู้วิกฤตของบริษัทจริง ก็ควรลาออกพร้อมกัน เพื่อคืนอำนาจและสิทธิให้แก่ ผู้ถือหุ้นของบริษัท ได้เลือกตั้ง บุคคลที่จะเหมาะสมเข้ามาเป็นกรรมการและผู้บริหารใหม่ของบริษัท ต่อไป