Breaking ข่าว ทั่วไทย

ชี้ศักยภาพ ‘อู่ตะเภา’ มหานครแห่งการบิน 

วันที่ 15-6-60-ผู้บริหารศูนย์การศึกษาด้านการบินพาณิชย์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นในงานสัมมนา “การพัฒนาเมืองศูนย์กลางการบิน โอกาสทางเศรษฐกิจและธุรกิจ” ของสนามบินอู่ตะเภาไว้อย่างน่าสนใจ

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่15-17 มิ.ย.สื่อในเครือสปริง กรุ๊ปรายงานว่า ดร.จอห์น ดี.คาซาร์ดา ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาแนวคิด “เมืองการบิน” ผู้บริหารKenan-Flagler Business School ศูนย์การศึกษาด้านการบินพาณิชย์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นในงานสัมมนา “การพัฒนาเมืองศูนย์กลางการบิน โอกาสทางเศรษฐกิจและธุรกิจ” จัดโดยคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2560 ว่า ในโลกยุคศตวรรษที่ 21 หัวจักรขับเคลื่อนการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าคือการเชื่อมโยงด้านการขนส่ง หรือ transportation connectivity และ “คลื่นลูกที่ 5” ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนาทั้งปวงก็คือ “สนามบิน” 

ดร.จอห์น ดี.คาซาร์ดา
 

ทั้งนี้ นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งมักจะเป็นตัวกำหนดที่ตั้งของศูนย์กลางการค้าขายและการพัฒนาความเจริญรุ่งเรือง เช่นในยุคโบราณกาลของศตวรรษที่ 17 ท่าเรือชายทะเลคือศูนย์กลางความเจริญทั้งมวล ต่อมาศตวรรษที่ 18 และ 19 บทบาทนั้นตกเป็นของเมืองท่าปากแม่น้ำ-ลำคลอง และทางรถไฟ ตามลำดับ ก่อนที่จะเป็นยุคของทางหลวงหรือไฮเวย์ที่ตัดผ่านหัวเมืองต่างๆในยุคศตวรรษที่ 20 แต่เมื่อโลกก้าวสู่การพัฒนาในโลกยุคปัจจุบัน “ความรวดเร็ว” (speed) และความคล่องตัว (agility) หรือความสามารถที่จะปรับเปลี่ยนตอบรับได้อย่างฉับไวตามบริบทของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้กลายมาเป็นตัวแปรที่สำคัญ สนามบินจึงมีบทบาทกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด และหากสามารถพัฒนาสนามบินให้กลายเป็นเมืองการบิน (Airport City)มหานครแห่งการบิน หรือ Aerotropolisนั่นหมายถึง การเชื่อมโยงทุกระบบเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่ขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน 

++Connectivity คือหัวใจ
“การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินที่เชื่อมโยงการขนส่งทุกรูปแบบและองค์ประกอบต่างๆของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เข้าด้วยกัน จะทำให้อีอีซีเปล่งศักยภาพออกมาได้อย่างแท้จริง” ดร.คาซาร์ดา กูรูด้านเมืองการบินซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสถาบัน “เมืองการบิน” ในประเทศจีน ผู้พัฒนาระบบเมืองการบินให้กับสนามบินเจิ้งโจวจนเป็นที่ยอมรับในด้านความทันสมัยและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนในเวลานี้ เป็นผู้ที่เข้ามาศึกษาเกี่ยวกับศักยภาพของสนามบินอู่ตะเภาเมื่อ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เขามองว่า จุดเด่นของสนามบินอู่ตะเภาคือ ที่ตั้งที่อยู่ใกล้ท่าเรือถึง 2 แห่ง คือท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด นอกจากนี้ แผนใต้แผนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภายังจะมีการเชื่อมโยงสนามบินแห่งนี้เข้ากับระบบขนส่งที่ทันสมัยทั้งการเชื่อมกับสนามบินสุวรรณภูมิ การขนส่งระบบราง ทั้งรถไฟความเร็วสูงและรถไฟรางคู่ รวมทั้งการพัฒนาระบบขนส่งทางบก(ทางหลวงและมอเตอร์เวย์) 


 
ความสามารถในการเชื่อมโยงเข้ากับระบบขนส่งทุกรูปแบบนี้ จะก่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการเคลื่อนย้ายสินค้าและผู้โดยสาร ลดระยะเวลาและต้นทุนขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบโลจิสติกและซัพพลายเชน ทั้งหมดนี้ หากไทยทำได้ตามเป้าหมายก็จะทำให้สนามบินอู่ตะเภากลายเป็นหัวจักรขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจไม่เพียงเฉพาะในพื้นที่อีอีซี หรือประเทศไทย แต่จะมีบทบาทสำคัญในระดับภูมิภาคเลยทีเดียว 
 
“ความรวดเร็วช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ Economy of Speed จึงเป็นตัวแปรที่สำคัญในโลกทุกวันนี้ ถ้าหากสนามบินอู่ตะเภาได้รับการพัฒนาตามแผนยุทธศาสตร์ที่ดี มีการเชื่อมโยงระบบต่างๆ และมี soft infrastructure ไม่ว่าจะเป็นในแง่กฎระเบียบ กฎหมาย หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆมารองรับอย่างสอดคล้องประสานกัน ผมก็เชื่อมั่นว่า สนามบินอู่ตะเภาจะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญเป็นมหานครแห่งการบินที่ดึงดูดธุรกิจอื่นๆเข้ามาสู่พื้นที่ตามที่ไทยตั้งเป้าหมายไว้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน อุตสาหกรรมเกี่ยวกับสินค้าไฮเทคที่มีมูลค่าสูง หรือแม้แต่ธุรกิจบริการด้านต่างๆ อาทิ การขนส่งกระจายสินค้า การท่องเที่ยว การฝึกอบรมบุคลากร การวิจัย และการศึกษา”