Breaking ข่าว

“ธนารักษ์”เเจง”หอชมเมืองกทม.”  “สัญลักษณ์การรวมใจคนไทย” 

วันที่ 29 มิถุนายน 2560- นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ ชี้แจงกรณีข้อวิจารณ์โครงการหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร ว่าตามที่สื่อมวลชนและสื่อโซเชียลมีเดียตั้งข้อสังเกตและวิจารณ์ กรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้โครงการหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร ดำเนินการคัดเลือกเอกชนโดยไม่ใช้วิธีประมูล ในประเด็นดังนี้ 

ประเด็นที่ 1 ที่มาและความจำเป็นของโครงการดังกล่าวมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด เหตุใดจึงต้องอนุมัติงบประมาณจำนวนมาก 
คำชี้แจง 

ปี 2558 กรมธนารักษ์มีนโยบายจัดทำโครงการเทิดพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเพื่อน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชาเพื่อเป็นต้นแบบสำหรับประชาชนคนไทย บนที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ กท.3275 แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4 – 2 – 34 ไร่  ภาคเอกชน (บริษัทเอกชนและสถาบันการเงิน 50 องค์กร) มีความประสงค์ที่จะทำโครงการซึ่งสอดคล้องกับนโยบายกรมธนารักษ์ โดยรวมตัวกันจัดตั้งเป็นมูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดสร้างหอชมเมือง เพื่อเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการรวมใจของคนไทยทั้งประเทศ (The Unity Tower) มูลค่าโครงการ 4.62 พันล้านบาท 

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2559 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้โครงการนี้เป็นโครงการการตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้ปรัชญาแห่ง “ศาสตร์พระราชา” ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญเพื่อมุ่งเน้นที่จะน้อมนำไปสู่การปฏิบัติ การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมในทุกระดับด้วยการสร้างกลไกขับเคลื่อนในรูปแบบ “ประชารัฐ”  

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2560 และวันที่ 29 มีนาคม 2560 คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐเห็นชอบรูปแบบโครงการ และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรียกเว้นให้โครงการสามารถดำเนินการคัดเลือกเอกชน โดยไม่ต้องประมูล ตามประกาศคณะกรรมการฯ ข้อ 24   

เมื่อ 27 มิถุนายน 2560 คณะรัฐมนตรีได้มีมติยกเว้นให้โครงการก่อสร้างหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร บนที่ดินราชพัสดุสามารถดำเนินการคัดเลือกเอกชนโดยไม่ใช้วิธีประมูล โดยเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนในการก่อสร้าง มูลค่า 4.62 พันล้านบาท ทั้งนี้ รายได้จากการดำเนินงานหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสนับสนุนกิจการสาธารณกุศล และโครงการของหน่วยงานต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความเป็นอยู่ การศึกษา คุณภาพชีวิตของประชาชน 

ประเด็นที่ 2 ข้อมูลการก่อสร้างไม่ระบุชัดเจนว่าเป็นของรัฐหรือหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ รวมทั้งข้อมูลการนำเสนอข่าวของสื่อมีความคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะกรณีคณะรัฐมนตรีเห็นชอบงบประมาณ 7.6 พันล้านบาท จากเดิมที่เสนองบประมาณเพียง 4.6 พันล้านบาท  คำชี้แจงเอกชนเป็นผู้ลงทุนในการก่อสร้าง มูลค่า  4.62 พันล้านบาท 

ประเด็นที่ 3 การไม่ใช้วิธีประมูลงานเป็นการแสดงถึงความไม่โปร่งใสในการก่อสร้างหรือไม่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน 

คำชี้แจงเนื่องจากโครงการมีลักษณะเชิงสังคมไม่ใช่เชิงพาณิชย์ ประกอบกับ เป็นการดำเนินงานประชารัฐ ตามแนวนโยบายประชารัฐที่เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วนและขั้นตอนของกฎหมายร่วมลงทุน จึงนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโดยไม่ต้องใช้วิธีการประมูล อันจะสามารถสนับสนุนการเผยแพร่ถึงการน้อมนำ“ศาสตร์พระราชา” มาใช้ในการพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้ง จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่มีความโดดเด่นของเอกลักษณ์ไทย และเป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งยุคที่จะเป็น New Global Destination ที่จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและส่งผลเกื้อหนุนต่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจภายในประเทศและรายได้จากการดำเนินงานหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสนับสนุนกิจการสาธารณกุศล  

ซึ่งโครงการได้มีเงื่อนไขให้มูลนิธิฯ จะวางข้อกำหนดให้ชัดเจนว่าจะนำเงินดังกล่าวสนับสนุนโครงการและหน่วยงานต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความเป็นอยู่ การศึกษา คุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตามนโยบายของรัฐบาล “ไทยแลนด์4.0” โดยใช้เทคโนโลยีและความรู้ขั้นสูงทั้งทางด้านการออกแบบ วิศวกรรมและการบริหารจัดการที่ล้ำสมัย ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการก่อสร้างอาคารสูงด้วยหลักการ Zero Discharge และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้นักเรียนนิสิต นักศึกษาเข้าร่วมเรียนรู้ในขั้นตอนการก่อสร้าง เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา