Breaking การเมือง

“นายกฯ” หลังเลือกตั้ง  พลเอกประยุทธ์ไม่หมู!

|คอลัมน์ "ทางเดียว…ไม่เลี้ยวไปไหน" โดย…สนธิญาน ชื่นฤทัยในธรรม | หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

น่าจะเรียกได้ว่าเป็น"นายกรัฐมนตรี"ที่ประชาชนนิยมชมชอบมากที่สุด เพราะไม่ว่าจะกี่โพลประชาชนเขียร์สุดๆหรือจะเอากันให้ชัดๆ อย่างการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ๑๖ ล้านเสียงนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้พิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดไม่แต่เป็นเพราะต้องการเชียร์"พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา"นั่นเอง
     
นายกรัฐมนตรีก่อนหน้าพลเอกประยุทธ์ที่เคยได้รับความนิยมมาอย่าง"พลเอก เปรมติณสูลานนท์"ประธานองคมนตรี หรือ"ทักษิณ ชินวัตร"ที่เคยกระแสสูงยิ่งในช่วงต้นของการเป็นนายกมนตรีก็ยังได้รับแรงเชียร์ไม่เท่ากับ"พลเอก ประยุทธ์"ในตอนนี้
     
สาเหตุหลักๆถ้าเปรียบเทียบกับ"พลเอก เปรม"แล้วด้านฝีไม้ลายมือในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและความซื่อสัตย์สุจริต ไม่น่าจะแตกต่างกันเพราะก่อนหน้าที่ทั้งสองท่านจะขึ้นเป็น"นายกรัฐมนตรี"นั้นประเทศชาติบ้านเมืองอยู่ในสภาวะแตกแยกกันอย่างรุนแรงเหมือนๆกัน  เพียงแต่สมัยของ"พลเอก เปรม" ยังเป็นยุคท่ีการสื่อสารยังไม่รวดเร็วเชื่อมโยงกันอย่างปัจจุบันนี้ การแสดงออกของประชาชน จึงจำกัดอยู่ในวงแคบๆ
        
ส่วน"ทักษิณ ชินวัตร"นั้นคงไม่ต้องพูดถึงเพราะเมื่อเอาฝีไม้ลายมือในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติมา"หักกลบ" กับ"การทุจริตเชิงนโยบาย"แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าประชาชนก็นิยมชมชอบในช่วงระยะแรกของการเป็น"นายกรัฐมนตรี"เท่านั้นเมื่อต่อมาความจริงและหลักฐานต่างๆในการทุจริตปรากฏขึ้นความนิยมก็ลดลง แต่ก็ถือว่ายังสูงอยู่ เพราะยังเรียกความศรัทธาผ่านคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคการเมืองของตัวเองชนะการเลือกตั้งทุกครั้ง
        
แต่ในขณะท่ีอีกด้านหนึ่งนั้น"ทักษิณ ชินวัตร"ก็คือชนวนความขัดแย้งหลักของสังคมไทยในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมามา ความขัดแย้งที่นำไปสู่การแบ่งแยกเป็นสีเป็นฝ่ายมีการประท้วงวุ่นวายรุนแรงและท้ายที่สุดจนถึงขั้นมีกองกำลังติดอาวุธทำให้บ้านเมืองไม่สามารถเดินไปตามภาวะปกติได้ เป็นปัญหากับ"ภาคธุรกิจเอกชน" และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่และความขัดแย้งดังกล่าวก็ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงได้จนเชื่อกันว่า สุดท้ายที่ปลายทางคือจะต้องเกิด "สงครามกลางเมือง"
      
ทันทีที่"กองทัพ" ในนามคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือ คสชซ นำโดย"พลเอก ประยุทธ์" เข้าทำการยึดอำนาจ และได้แสดงศักยภาพให้เห็นว่า "เอาอยู่"ทำให้ความแตกแยกวุ่นวายที่เกิดขึ้นกลับสู่ความสงบเรียบร้อยได้ การเทใจให้ของประชาชนจึงเกิดขึ้นและเมื่อได้โชว์ฝีมือในการบริหารประเทศก็ได้แสดงให้เห็นได้ว่ามี"สติปัญญา"ที่จะนำพาประเทศไปได้ อย่างมียุทธศาสตร์ และที่สำคัญได้แสดงเห็นอย่างประจักษ์ในเรื่อง"ความซื่อสัตย์สุจริต"ทำให้ประชาชนเอาไปเปรียบเทียบกับบรรดานักเลือกตั้งตั้งหลายกระแสความนิยมของ"พลเอก ประยุทธ์"จึงยิ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
     
ความเห็นของประชาชนผ่านโพลต่างๆนั้นจะเห็นได้ว่าอยากจะเชียร์ให้"พลเอกประยุทธ์"เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปหลังการเลือกตั้งแต่เอาเข้าจริงๆแล้วไม่น่าจะเป็นได้ง่ายๆ เพราะแม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติจะกำหนดให้มี"วุฒิสมาชิก"ถึง ๒๕๐ เสียง เพื่อไปถ่วงดุล สส.ที่มีอยู่ ๕๐๐ เสียงในการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ข้อเท็จจริงของผลการเลือกตั้งนั้นจากระบบอุปถัมภ์และการวางเครือข่ายหัวคะแนนแร่นอนว่าพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคคือพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์แน่นนอนว่าจะมีเสียง สส. ในสภา รวมกันไม่ต่ำกว่า ๓๕๐ เสียงซึ่งนั่นหมายความว่าแม้"วุฒิสมาชิก"ร่วมกับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กจะโหวตให้"พลเอกประยุทธ์"เป็น"นายกรัฐมนตรี"แต่ก็ไม่สามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินได้เพราะ จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจและรัฐบาลก็จะมีอันเป็นไปทันที
     
ดังนั้นแม้"พลเอก ประยุทธ์"จะได้รับแรงเชียร์จากประชาชนแต่เงื่อนไขของ"รัฐธรรมนูญ"และกลไกการเลือกตั้งที่มีมาอย่างยาวนานจนทำให้"พรรคการเมือง" สร้างอิทธิพลในระบบอุปถัมภ์และการซื้อเสียงได้อย่างเป็นระบบ ก็ไม่น่าจะทำให้"พลเอกประยุทธ์"ขึ้นสู่ตำแหน่ง"นายกรัฐมนตรี"หลังเลือกตั้งได้อย่างง่ายๆเว้นแต่ว่า
    
พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งในสองพรรคคือพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ "เสนอชื่อและโหวต"ให้"พลเอก ประยุทธ์"  ซึ่งฝากฝั่งพรรคเพื่อไทยนั้นปิดประตูตายไปได้เลย เพราะวันนี้ได้แสดงออกแล้วว่าอยู่ฝั่งตรงข้ามกันอย่างชัดเจน  ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็น่าจะเป็นเรื่องยากหาก"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"ยังเป็น"หัวหน้าพรรค"อยู่เพราะได้แสดงท่าทีโดยเปิดเผยมาโดยตลอดว่าจน"ยึดมั้น"ใน "ระบอบประชาธิปไตยที่ผ่านการเลือกตั้ง" เพราะแม้แต่"การลงประชามติ"ท่ีผ่านมาก็ได้แสดงท่าทีโดยเปิดเผยว่า"ไม่รับ"ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดังนั้นความเป็นไปได้ที่พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอชื่อและโหวตให้"พลเอก ประยุทธ์" ก็ต้องจับตาว่าจะมี"การเปลี่ยนหัวหน้าพรรค"หรือไม่?เมื่อ"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"หมดวาระลงในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ 
     
ส่วนอีกทางก็คือ"พลเอก ประยุทธ์"ตั้งพรรคการเมืองของตัวเองซึ่งก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเพราะ นั่นหมายความว่าจะต้องฝ่าฐานเสียงของพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์ไปให้ได้ และผลการเลือกตั้งจะต้องได้ ๑๐๐ ที่นั่งขึ้นไป อันจะส่งผลให้ไปแบ่งที่นั่ง สส.ของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ให้รวมกันแล้วได้ไม่ถึง ๒๕๐ ท่ีนั่ง  ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆแต่จะทำให้การนั่งในตำแหน่ง"นายกรัฐมนตรี"เป็นไปด้วยความสง่างามและไม่ถูกพรรคการเมืองบีบคั้นจนบริหารประเทศไม่ได้ เหมือนเช่นเคยเกิดขึ้นกับ"พลเอก เปรม"ในช่วงปลายปลายของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
   
ต้องดูกันอีกทีหลังกฏหมาย"พรรคการเมือง"ประกาศใช้ อะไรก็คงชัดเจนขึ้น!!!!!

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,228 วันที่ 19 – 21 มกราคม 2560