Breaking การเมือง ข่าว

“บิ๊กบัง” ให้ข้อมูลสร้างปรองดอง

วันที่ 6 ก.พ. 60 — ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า เมื่อเวลา 13.30 น. มีการประชุมคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา รวบรวมความเห็น วิเคราะห์และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมืองในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่มีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธานการประชุม

โดยวันนี้ได้เชิญ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตคณะ กมธ.วิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติเเละอดีตหัวหน้า คมช. รวมทั้งนายวุฒิสาร ตันไชย ในฐานะประธานคณะผู้วิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า เข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็น

นายสังศิต กล่าวว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งวันนี้เปลี่ยนไป แต่ต้องเชิญผู้ที่เคยศึกษารายงานการสร้างความปรองดองมาก่อนมาให้ช้อมูล เชื่อว่า ข้อเสนอแนะมีประโยชน์ต่อการทำงานของอนุ กมธ.
   
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.สนธิ กล่าวก่อนการประชุมว่า ในห้วงเวลาที่ทำงานเรื่องนี้ สิ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะเป็นช่วงที่ความขัดแย้งทางการเมืองยังสูงอยู่ ซึ่งต้นเหตุที่ทำให้ตนเริ่มงานปรองดองสมัยนั้น คือ ได้รับเชิญจาก พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ให้ไปงานเสวนาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พบว่า สังคมสมัยนั้นกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ยอมรับได้กับการโกง และปัญหาคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ จนบางครั้งมันน่าเศร้าใจ

"ผมจึงเริ่มทำด้วยความอึดอัดมาก เพราะในสถานการณ์ตอนนั้นที่ขัดแย้งยังหนักอย่างไรก็ตามที่มาวันนี้เพราะนายนิกร จำนง สปท.ในฐานะอนุกมธ.มีความจริงใจและประสานมา เท่าที่ได้คุยนายนิกร รู้จริง มีความตั้งใจสูง และเป็นกลาง เพราะความปรองดองต้องอาศัยความเป็นกลางของคนเป็นสำคัญ"
     
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครั้งนี้อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟังในช่วงต้นเท่านั้น เพราะเมื่อถึงช่วงที่ พล.อ.สนธิ ให้ความเห็นต่อที่ประชุม เจ้าหน้าที่ได้เชิญสื่อมวลชนออกจากห้องประชุมทันที

ด้าน นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่ม นปช. ที่ออกมาระบุว่าเป็นฝ่ายถูกกล่าวหาว่าจะล้มการปรองดองนั้น   ประธาน นปช. ไปพักผ่อนนานเกินไปความรู้สึกเลยสับสนกับโลกความจริงจึงมโนไปต่าง ๆ นานา ซึ่งความจริงนั้นไม่มีใครไปกล่าวหาหรือระบุว่า กลุ่ม นปช. จะล้มการปรองดอง ทุกอย่างดำเนินการไปตามที่รัฐบาลกำหนด ส่วนจะบรรลุผลสำเร็จอย่างไรหรือไม่ ไม่มีใครบอกได้

"แต่ก่อนที่กระบวนการปรองดองจะเริ่มต้น ถ้ากลุ่ม นปช. ต้องการปรองดองจริง นายจตุพรควรให้ความร่วมมือกับทางราชการโดยให้กลุ่ม นปช. ที่ยึดอาวุธปืนสงครามประกอบด้วย ปืน M.16 4 กระบอก ปืนทาร์โว่ 25 กระบอก ปืนลูกซอง 39 กระบอก รวม 68 กระบอกพร้อมลูกกระสุนนับหมื่นนัดจากทหารในวันที่ 10 เม.ย. 2553 คืนให้กับทางราชการเสียก่อน หากยังไม่คืนอาวุธสงครามแล้วยังพูดก่อให้เกิดความขัดแย้ง มองคนอื่นว่าเป็นมารขัดขวางการปรองดอง โดยไม่เคยส่องกระจกดูตนเองว่าเป็นมารหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่แปลกจริง ๆ ตราบใดที่กลุ่ม นปช. ยังไม่คืนอาวุธสงครามของทางราชการ การปรองดองจะเริ่มต้นได้อย่างไร และกองทัพบกต้องดำเนินคดีต่อกลุ่ม นปช. เพิ่มอีก 1 คดีตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด อย่าให้โจรครอบครองอาวุธร้ายแรงลอยนวลในยุคนี้"

นายวัชระ กล่าวว่า มีกระเเสข่าวว่านายจตุพร เคยร้องไห้บอกกับญาติที่ จ.นครศรีธรรมราช ว่าจะเลิกแต่เลิกไม่ได้ เพราะรับเงินใครบางคนมาแล้วจริงหรือไม่ สมัยที่มารดานายจตุพรยังมีชีวิตอยู่ (นางนวม พรหมพันธุ์) เคยฝากตนให้มาบอกนายจตุพรว่า ให้เลิกด่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีได้แล้ว ตนนำความของมารดาของนายจตุพรไปบอก แต่นายจตุพรไม่เคยฟัง

"บุคคลที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดามารดา  ท่านสาธุชนทั้งหลายก็ควรคิดกันเอาเอง และเป็นเรื่องยากที่จะปรองดองด้วย"