Breaking การเมือง

“ประยุทธ์” ระบุ! ลงพื้นที่ ตจว.รับรู้ปัญหา-วางเเผนพัฒนา

วันที่ 3 มีค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นตนได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม จ.ศรีสะเกษ ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวศรีสะเกษ น่ารักทุกคนให้การต้อนรับตน และคณะอย่างอบอุ่น จริงใจแล้วก็เป็นกันเอง นอกจากจะไปพบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนแล้ว ก็ทราบถึงปัญหา และความยากลำบาก ผมก็ยังได้มีโอกาสติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา รวมถึงได้รับฟังการดำเนินโครงการต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนของภาครัฐ ว่าเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างไรบ้าง เพราะรัฐบาลกำหนดไปแล้ว หรือให้ไปแล้ว มีข้อติดขัดใด ที่จะต้องให้ส่วนกลางช่วยแก้ปัญหา

อยากจะเรียนว่า ภาครัฐได้เข้าไปส่งเสริมการทำงานต่างๆ ภายใต้โครงการ “ประชารัฐ” ในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะการขับเคลื่อน นโยบาย “เกษตรแปลงใหญ่” ก็เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อย ได้รวมตัวกัน เพื่อผลิตสินค้าเกษตรร่วมกัน มีการบริหารจัดการร่วมกัน ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และเอกชน  ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การจำหน่าย แล้วก็การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า ให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ รวมทั้งมีอำนาจต่อรองในตลาดให้มากยิ่งขึ้น 

ในปี 2560 นี้ จ.ศรีสะเกษ จะจัดให้มีการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ 75 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ 22 อำเภอ มากกว่า 150,000 ไร่ และมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 13,080 ราย ซึ่งก็จะช่วยให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการผลิตผลสอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีต้นทุนการผลิต ที่รวมถึงต้นทุนปุ๋ยและยา ลดลง คุณภาพผลผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ตนได้เข้าเยี่ยมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน “ศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ชุมชนอุ่มแสง” ที่กลุ่มเกษตรกรได้รวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชน และน้อมนำ “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาประยุกต์ใช้ ด้วยการลดต้นทุนการปลูกข้าว ควบคู่ไปกับอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีการบริหารความเสี่ยงโดยได้มีการส่งเสริมอาชีพที่ให้รายได้เร็ว เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่ว 

 

เกษตรกรกลุ่มนี้ได้ดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนที่เข้มแข็ง จากเกษตรอำเภอ และเกษตรจังหวัด ในการทำ “เกษตรอินทรีย์” เพื่อแก้ปัญหาการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง โดยได้มีการผลิต “ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ” เอง เพื่อลดต้นทุนและรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการแปรรูป “ข้าวอินทรีย์” เพื่อเพิ่มช่องทางการขายข้าว ทั้งในและต่างประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน 

ซึ่งในวันนี้ภาครัฐก็ได้จัดนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร เข้าไปให้คำปรึกษาและฝึกอบรมเกษตรกร เพื่อพัฒนาศักยภาพของกลุ่มด้วย เพื่อให้มีการดำเนินงานได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และเป็นตัวอย่าง ให้กับกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ ในการร่วมกับภาครัฐเพื่อพัฒนาตนเองต่อไป  

ตนได้มีโอกาสพบกับนายบุญมี สุระโคตร หรือที่เรียกว่า “ลุงบุญมี” ที่เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งกลุ่มเกษตรกรภายใต้วิสาหกิจชุมชนนี้ ลุงบุญมีนั้น ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ควบคู่ไปกับการหวนคืนสู่การปลูกข้าวแบบอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืน เน้นลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี โดยลุงบุญมีได้เริ่มจากที่นาของตนเอง และชักชวนเพื่อนเกษตรกรให้เข้าร่วมเป็น “กลุ่มเกษตรทิพย์” 

 

"ปัจจุบันมีสมาชิก 213 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 1,000 ไร่ และยังเข้าร่วมกับ บริษัทสยามคูโบต้า ในการจัดทำการเกษตรครบวงจร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มด้วย นอกจาก นั้น ลูก ๆ ของลุงบุญมี ที่เป็นบัณฑิตปริญญาเอก และปริญญาโทด้านเคมี ก็ได้เข้ามาช่วยงานของลุง ร่วมงานกับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ที่เป็นศูนย์ของเกษตรกรต้นแบบที่ให้ความรู้ในเชิงวิชาการ และการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ ให้แก่ เกษตรกร ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐนะครับ ของกระทรวงเกษตร ปัจจุบัน มีอยู่ถึง 882 ศูนย์ทั่วประเทศ

ที่สำคัญที่ภาครัฐไต้องเร่งดำเนินการในทุกพื้นที่ก็คือการสนับสนุนพี่น้องเกษตรกร ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ สำหรับจังหวัดศรีสะเกษนั้น ภาครัฐได้เตรียมความพร้อมในการแก้ปัญหา ทั้งในเรื่องของการเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักชั่วคราวในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง  โดยได้เสริมกระสอบทรายให้สูงขึ้นเพื่อกันน้ำล้น สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ก็ให้เสริมความสูงสันฝายด้วย นอกจากนั้นยังช่วยส่งเสริมให้มีการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เตรียมเครื่องสูบน้ำพร้อมใช้งานให้พร้อมตลอดเวลาด้วยนะครับ

สิ่งที่ผมได้เห็นในพื้นที่ และผมมีความประทับใจ ก็คือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ยิ้มแย้มแจ่มใส และก็ความตั้งใจของทุกฝ่าย ทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ และแกนนำท้องถิ่น ในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่  เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถประกอบสัมมาชีพ ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ วางรากฐานอนาคต สร้างรายได้ให้กับตนเอง และประเทศชาติ

ผมก็จะนำสิ่งเหล่านี้นะครับ ที่ไปพบไปเห็นในครั้งนี้ มาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงการทำงาน เพื่อจะสร้างการเปลี่ยนแปลงและเสริมการพัฒนา ทั้งนี้ก็เพื่อจะยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องในพื้นที่ให้ได้มากที่สุดเลยนะครับ"