Breaking การเมือง

“ประยุทธ์” จี้! นำงานวิจัยลงจากหิ้งเพื่อสร้าง “ประเทศไทย 4.0”

วันที่ 3 มี.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่า อีก 1 เรื่องที่มีความสำคัญเช่นกัน คือ การสร้างสรรค์นวัตกรรมงานวิจัย ตามนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ด้วยการเร่งประยุกต์งานวิจัยจาก “หิ้งสู่ห้าง” นั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เราอย่าคิดว่าเราเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีทรัพยากร มากกว่าเพื่อนบ้าน มีค่าแรงงานที่ถูกกว่า เหมือนเมื่อก่อน มันไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว                 

"หากเราต้องการที่จะแข่งขันกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านของเรา เราเป็นเพื่อนกัน แต่เราก็ต้องพัฒนา ทุกประเทศให้ดีขึ้น ก็เหมือนกับแข่งขันกันไปในตัวด้วย  แต่เราแข่งขันในลักษณะเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กัน เป็นเพื่อนกัน ไม่ใช่แข่งขันกันอย่างเดียว มันต้องพัฒนาไปด้วยกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ทุกวันนี้ ทุกประเทศก็มีทรัพยากรไม่แตกต่างกับเรามากนัก แต่ “ค่าแรง” ถูกกว่าเรามากนะครับ  ดังนั้น เราต้องใช้ทรัพยากรของประเทศที่มีอย่างจำกัด ด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเกษตรกรรม ซึ่งเป็นผลผลิตจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างรายได้เพิ่มให้ได้มากที่สุด เราจะได้มีการประยุกต์ใช้ทรัพย์สินทางปัญญา มีผลงานวิจัยและพัฒนารวมทั้งสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อันเป็นผลผลิตจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของเราเองเป็นสำคัญ ไปทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม– ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ในแต่ละกลุ่ม  เราอาจจะไม่จำเป็นต้องปลูกข้าว เพื่อออกส่งข้าวเปลือก หรือสีขายเป็นข้าวสาร เพียงเท่านั้น อาจจะไม่พอ

 

ต่อไปนี้เราต้องนำข้าวมาแปรรูปโดยใช้องค์ความรู้ต่างๆ ประกอบกับนำเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ที่บางครั้งทำได้มากกว่า 10 เท่า หรือ 100 เท่า เพื่อใช้เองในประเทศ หรือส่งออกต่างประเทศ ที่มีกระแสความนิยม “เกษตรอินทรีย์” และใส่ใจสุขภาพมากขึ้นทุกวัน นอกจากนั้น การแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและสมุนไพรของไทย ก็จะเป็นส่วนสำคัญ ในการยกระดับให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์บริการทางการแพทย์” ของภูมิภาคอีกด้วย  โดยรัฐบาลได้ส่งเสริม ทั้งแพทย์ทางเลือก – แพทย์แผนไทย – นวดแผนไทย – สมุนไพรไทย” เหล่านี้เป็นต้น  ด้วยการจัดทำทั้งมาตรการส่งเสริม – แผนยุทธศาสตร์ – และออกกฎหมาย เพื่อสร้างความยั่งยืน ให้กับวงการแพทย์ของไทย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากเมล็ดงา และรำข้าวสีนิล (ข้าวไรซ์เบอร์รี่)ซึ่งก็ถือว่าเป็นการวิจัยและพัฒนาอย่างครบวงจร ของคณะผู้ทำงานในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมให้ปลูกข้าวที่เป็นออร์แกนิกส์ ก็คือ “เกษตรกร 1.0”  โดยรับซื้อวัตถุดิบข้าวเปลือกและงาจากเกษตรกรโดยตรงนำมาแปรรูปเป็นรำข้าวสีนิล เป็นแป้งข้าว และงาผงไขมันน้อยด้วยเครื่องหีบเย็นน้ำมันงา หรือเครื่องสีข้าว ในท้องถิ่นซึ่งเป็นเครื่องจักรอุตสาหกรรมแบบง่ายๆ หรือ “เกษตรกร 2.0”

 

จากนั้น ก็ใช้เครื่องจักรเพื่อการบรรจุหีบห่อยกระดับเป็นเกษตร-อุตสาหกรรม “ขนาดย่อม” หรือ “เกษตร 3.0” ซึ่งเพียงเท่านี้ก็เพิ่มมูลค่าของสินค้า กว่า10 เท่า ยิ่งกว่านั้น ได้นำไปต่อยอดอีก โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ – การวิจัย ประกอบกับเครื่องมือสมัยใหม่ – เทคโนโลยีชั้นสูงเกิดนวัตกรรมใหม่ เป็น “เกษตรกร 4.0”  และหากสร้างเรื่องราว –มีเบื้องหลัง–มีความน่าสนใจลงไปด้วย – มีการรับรองมาตรฐาน ให้เป็นที่ยอมรับ – และทำการตลาดดีๆ อาทิเช่น นวัตกรรมอาหารเพื่อการดูแลสุขภาพ หรือ “กินอาหารเป็นยา”ก็อาจสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้อีกเป็น 100  เท่า"

"และหากว่าการสร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าวนั้น  สามารถจะสร้าง “เครือข่าย” เกิดเป็นห่วงโซ่ที่ครบวงจร  ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์นักการตลาด ไปจนถึงผู้บริโภค ที่จะมีสุขภาพดี  ก็จะทำให้เกิดวงจรเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ 
เกิดการสร้างงาน – สร้างรายได้ แก่เกษตรกรราว 5,000 ราย  มีแรงงานในโรงงานแปรรูปภาคอุตสาหกรรม อีกกว่า 1,500 คน     เกิด SMEs + Start up ใหม่ในห่วงโซ่ อีกมากกว่า 10 ราย มีประมาณการยอดขายไว้ราว 600 ล้านบาทต่อปี และก็จะสร้างมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ – ประเทศเพื่อนบ้าน ได้มีการสำรวจความต้องการตลาด และประมาณการไว้ล่วงหน้า เพื่อจะกำหนดประเภทและปริมาณการผลิต ในการป้อนตลาด กว่า 200 ล้านบาทต่อปี 

เพื่อให้ผลประโยชน์ทางอ้อมที่ย้อนกลับมาสู่ประชาชนและประเทศชาติ ในรูปแบบภาษีอากรต่างๆ แล้วก็หมุนเวียนเป็นวงจรที่ยั่งยืนต่อไปนะครับ ก็ต้องดูแลในเรื่องทั้งดีมานด์และซัพพลายให้มันต้องกันด้วย"