Breaking การเมือง ข่าว

“เพื่อไทย” ยื่น! 6 หลักปรองดอง ย้ำไม่พูดถึงนิรโทษกรรม

วันที่ 8 มีค.60 นายโภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวที่ด้านหน้ากระทรวงกลาโหมภายหลังเสนอความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองต่อคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองว่า พรรคเพื่อไทยคิดว่าการปรองดองต้องอยู่ภายใต้บริบทประชาธิปไตย และเป็นกระบวนการที่ไม่ได้จบในเพียงวันเดียว แม้ว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม แต่ทุกๆภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการสร้างความปรองดองต่อไปในอนาคตด้วย ทั้งนี้ทางพรรรคย้ำว่าการปรองดองต้องมีหลักนิติธรรม และต้องยึดหลักให้อภัยต่อกัน โดยเฉพาะผู้เป็นเหยื่อต้องให้อภัยกับผู้กระทำ ส่วนคนกระทำต้องควรพูดคำว่าขอโทษ

“กรณีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ109 ที่ถูกตัดสิทธิ์การเลือกตั้ง5 ปี โดยพวกเราไม่เคยต่อสู้คดีในศาลเลย แต่สุดท้ายศาลยุติธรรมตัดสินว่าไม่ผิด ผมถามว่าแบบนี้พวกเราเป็นเหยื่อหรือไม่ แต่ว่าพวกเราก็ให้อภัย ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็จะสร้างความปรองดองไม่ได้ ซึ่งทางเราจะรณรงค์ทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวเพราะต้องมีคนเสียสละ และมีคนได้รับความเจ็บปวด ซึ่งตนขอให้ผู้มีอำนาจเลิกย่ำยีผู้ถูกกระทำด้วย”นายโภคิน กล่าว

 

นายโภคิน กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันการปรองดองจะสำเร็จได้ ทุกๆฝ่ายจะต้องเลิกใช้ hate speech ที่ใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังต่อกัน โดยให้กลุ่มการเมืองควรหยุดคำพูดที่ใช้อารมณ์ พร้อมทั้งต้องกำชับแนวร่วม และผู้สนับสนุนการเมืองไม่ให้สร้างวาทกรรมเกลียดชัง และโต้ตอบต่อกัน ซึ่งเราต้องพยายามทำให้ได้ ส่วนกระบวนการยุติธรรม ทั้งศาล รวมถึงองค์กรของรัฐต้องมีความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด  ถ้าทำหน้าที่ไม่เป็นกลางควรให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตามตนคิดว่าสิ่งที่จะทำให้สังคมไทยออกจากความขัดแย้งได้ คือ 1.ความจริงใจ 2.ความรู้ที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา 3.ปราศจากอคติ 4.ต้องยึดหลักนิติธรรม และให้อภัยต่อกัน ทั้งนี้ย้ำว่าข้อเสนอของพรรคไม่ได้พูดถึงการนิรโทษกรรมแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวถามว่า เพราะเหตุใดพรรคเพื่อไทยตัดสินใจเข้าร่วมการปรองดองในครั้งนี้ นายโภคิน กล่าวว่า เพราะสังคมตระหนักแล้วว่าเราจะอยู่ในความขัดแย้งต่อไปแบบนี้ไม่ได้แล้ว ส่วนที่คนในพรรคเพื่อไทยเคยเสนอว่า ทหารไม่ควรเข้ามาทำปรองดอง เพราะเป็นคู่ขัดแย้ง ตนมองว่าไม่เกี่ยวว่าใครเป็นคนริเริ่ม ในเมื่อกระทรวงกลาโหมริเริ่มปรองดองแล้ว จะไปบอกให้เลิกคงเป็นไปไม่ได้
            
ส่วนข้อเสนอพรรคเพื่อไทยได้หารือกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาก่อนหรือไม่ นายโภคิน กล่าวว่า ไม่ได้ไปถึงขั้นนั้น แต่เราสอบถามความคิดเห็นหลายๆท่าน พร้อมทั้งศึกษาเพิ่มเติมจากงานวิชาการ

“ผมหวังว่าเวทีปรองดองครั้งนี้จะไม่ใช่แค่พิธีกรรม และขอให้นักวิชาการ สื่อมวลชนเสนอความคิดเห็นได้อย่างเสรี ทำนองเดียวกันหากการปรองดองในครั้งนี้ประชาชนไม่มีส่วนร่วม ก็จะตอบโจทย์การปรองดองไม่ได้ ส่วนการลงนามข้อตกลงการอยู่ร่วมกันในอนาคต ผมคิดว่าเรายังไม่ควรพูดถึงอนาคต เราไม่รู้ว่าอนาคตต่อไปจะเป็นเช่นไร เลยไม่อยากเอาอนาคตมาทะเลาะกัน” นายโภคิน กล่าว

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกสารที่พรรคเพื่อไทย มอบให้คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน เป็นหลักการและแนวทางการปรองดอง ของพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย 6 ประเด็น

1.ปัจจัยที่จะทำให้การปรองดองเกิดความสำเร็จ ประการแรก ความจริงใจในการดำเนินการเรื่องนี้ของรัฐบาลและ คสช. เป็นหลัก ตามมาด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย  ประการที่สอง ความเข้าใจและการมีองค์ความรู้ที่ถูกต้องต่อความหมายและกระบวนการในการปรองดอง โดยผู้รับผิดชอบควรมีความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้การชี้นำและสั่งการของฝ่ายใด ประการสุดท้าย การปราศจากอคติของบุคคลที่ใช้อำนาจรัฐทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล คสช. องค์กรนิติบัญญัติ ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐทั้งหลาย เพราะหากเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอคติ ไม่มีความเป็นกลางในการแก้ไขปัญหาแล้ว ความปรองดองจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย เพราะผู้คนขาดความไว้วางใจในกลไกของรัฐ

2.การปรองดองและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ต้องอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมทางสังคมเช่นไร ชาติต่างๆ ในสังคมโลกเกือบทั้งหมดรวมทั้งชาติไทยยอมรับหลักการที่ว่า “ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย” ถ้าทุกฝ่ายยอมรับในหลักการนี้และปฏิบัติตาม การเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลหนึ่งไปอีกรัฐบาลหนึ่งจะเป็นไปอย่างสันติ แต่หากมีปัญหาที่ว่า รัฐบาลหรือรัฐสภาหรือองค์ใดก็ตามที่ใช้อำนาจของประชาชน ไม่ได้ใช้อำนาจนั้น “เพื่อประชาชน” จะมีวิธีการและกระบวนการเช่นใดจัดการกับปัญหาดังกล่าว เพื่อให้สังคมยังเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและสันติ ทั้งนี้คำตอบที่เป็นสากลก็คือ

1)องค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องยึดหลัก “นิติธรรม” เป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่  ถ้าทุกฝ่ายยึด “หลักนิติธรรม” ในการจัดการกับรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เห็นว่าไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อประชาชน มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริต ฯลฯ โอกาสที่จะแตกแยกขัดแย้งอย่างที่เกิดขึ้นก็จะเป็นไปไม่ได้ และแม้เกิดขึ้นแล้วในขณะนี้ หากกลับไปยึด “หลักนิติธรรม” โดยเคร่งครัด ความปรองดองก็จะเกิดขึ้นโดยไม่ยาก 

2)อีกสิ่งหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้ก็คือ “การให้อภัย” ซึ่งต้องเป็นไปในสองแนวทางคือ   หนึ่ง ผู้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง ต้องเลิกคิดและหาประโยชน์จากความขัดแย้ง ต้องไม่ย่ำยีผู้ที่เป็นเหยื่อของความขัดแย้งอีกต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือเหยื่อของความขัดแย้งก็ต้องปรับจิตใจตนเอง โดยยอมรับการให้อภัยต่อผู้ที่กระทำต่อตน สอง ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ต้องยอมรับในกระบวนการยุติธรรมที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์ นั่นคือการนำการให้อภัยไปสู่การปฏิบัติต่อไป    

 

3.สาเหตุของความขัดแย้ง ต้องค้นหาสาเหตุของความขัดแย้งเพื่อการยอมรับและนำไปสู่การแก้ปัญหาไม่ใช่เพื่อการประณามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และในเบื้องต้นต้องยอมรับว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากบางพวกบางกลุ่ม แต่แทบทุกฝ่ายล้วนเข้าไปมีส่วนไม่มากก็น้อย จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องรับฟัง ยอมรับในความผิดพลาดและให้อภัยซึ่งกันและกัน ลบความคิดแบบอคติออกไปให้หมด การค้นหาสาเหตุควรเริ่มจากรายงาน หรือผลการศึกษาที่องค์กรต่าง ๆ จัดทำขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ และศึกษาเพิ่มเติม ถ้ายังมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง
     

4.การกำหนดคู่ขัดแย้ง ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะต้องพิจารณาให้รอบด้าน กล่าวคือ 1)ถ้าพิจารณาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม คือความขัดแย้ง ระหว่าง ชนชั้น นำทางเศรษฐกิจจำนวนไม่กี่ตระกูลที่ครอบงำระบบเศรษฐกิจของประเทศ และชนชั้นล่างจำนวนมหาศาล ที่สิ้นหวังและต้องการความช่วยเหลือ 2)ถ้าพิจารณาจากประเด็นอำนาจ คือ หนึ่ง ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจจำนวนน้อยมากที่ได้ประโยชน์และใช้อำนาจแฝงผ่านทางพรรคการเมือง กองทัพ และระบบราชการ สอง กองทัพและระบบราชการที่ต้องการมีอำนาจเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แม้จะไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม สาม พรรคการเมืองและนักการเมืองที่ต้องการได้อำนาจผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีการซื้อเสียง มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการทุจริตคอรัปชั่น สี่ ประชาชนที่ต้องการใช้อำนาจของตนผ่านการเลือกตั้ง ประชามติ เสนอร่างกฎหมายฯลฯ 3)ถ้าพิจารณาอย่างแคบเพื่อโทษบางกลุ่มบางพวก ก็จะมุ่งไปที่ หนึ่ง สองพรรคการเมืองใหญ่ สอง กลุ่มอิทธิพลใหญ่คือ กลุ่มเสื้อเหลืองกับกลุ่ม กปปส และกลุ่มคนเสื้อแดง ดังนั้นจึงต้องไม่พิจารณาแบบอัตวิสัยเพื่อโทษบางคนบางกลุ่ม

5.กระบวนการในการสร้างความปรองดอง ควรพิจารณาเป็นขั้นตอนดังนี้ 1)การพิจารณาและยอมรับในสาเหตุร่วมกัน  การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม  (1)การสถาปนาหลักนิติธรรมที่แท้จริงขึ้นในกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใดที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักดังกล่าว ตลอดจนการบังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ  (2)การนำเอากระบวนการยุติธรรมเพื่อการสมานฉันท์มาใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน  (3)การชดเชยค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ  (4)การเยียวยาผู้ได้รับความอยุติธรรมด้วยหลักนิติธรรม  (5)การรณรงค์ให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายถูกกระทำด้วยความอยุติธรรมให้อภัยผู้กระทำ ไม่มีการแก้แค้น  (6)กำหนดแผนและขั้นตอน (โรดแมป) ร่วมกันในการดำเนินการตามข้อ (1) – (5)  3)การหามาตรการเสริม “หลักนิติธรรม” เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในอนาคต เช่น การตรวจสอบและปฏิรูปศาลและองค์กรอิสระเพื่อให้ผู้พิพากษาและกรรมการองค์กรอิสระมีความเป็นกลางอย่างแท้จริง การส่งเสริมและควบคุมให้สื่อต่างๆ ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ไม่ยุยงหรือสร้างความเกลียดชัง แม้แต่กองทัพและระบบราชการก็ต้องทำหน้าที่ของตนตาม “หลักนิติธรรม” ไม่ใช้การรัฐประหารเพื่อแก้ไขปัญหา

6.ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อการดำเนินการเรื่องการปรองดองในช่วงที่ผ่านมา  1)เพื่อให้การดำเนินการได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากประชาชน เมื่อได้รับฟังข้อมูลจนครบถ้วน ควรจัดตั้ง “คณะกรรมการอิสระ” ที่มาจากทุกภาคส่วนมาเป็นผู้ดำเนินการในกระบวนการปรองดอง โดยไม่อยู่ภายใต้การสั่ง หรือครอบงำของฝ่ายใด 2) ต้องเปิดโอกาสให้นักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ได้มีโอกาสร่วมเสนอความคิดเห็นในเรื่องนี้ได้อย่างเสรี ผ่านทางช่องทางต่างๆ อย่าให้การรับฟังความคิดเห็น เป็นเพียงพิธีกรรมและเลือกปฏิบัติ 3)ผลสรุปของแนวทางการสร้างความปรองดอง ต้องเป็นข้อตกลงร่วมกันบนพื้นฐานของการคำนึงถึงคุณค่า และศักดิ์ศรีของมนุษย์อย่างเท่าเทียม ผูกพันกับหลักประชาธิปไตย และหลักนิติธรรมที่เป็นสากล ไม่ใช่เกิดจากการบังคับด้วยอำนาจ 

 

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ลงนามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ 14/2560 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ ว่า นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กับ กกต.ประสานมาว่าอยากให้เข้ามาร่วมเพื่อช่วยดูว่าจะทำให้การพัฒนาพรรคการเมือง เป็นอย่างไรบ้างโดยตนชี้แจงไปแล้วว่าไม่แน่ใจว่าจะมีเวลา หรือไม่ แต่คิดว่าคณะกรรมการชุดนี้เป็นเวทีคุยกันในระหว่างพรรคหลักๆ และทางกกต. จะใช้เวลาไม่มากนัก ตนก็เลยตอบรับไป อย่างไรก็ตามทางคณะกรรมชุดนี้ยังไม่ได้นัดหมายพูดคุยกัน

 

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง แถลงข่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 6 – 8 มี.ค. มีพรรคการเมืองที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคภราดรธรรม พรรคพลังพลเมือง พรรคพลังประเทศไทย และพรรคเพื่อไทย โดยบรรยากาศการพูดคุยเป็นกันเอง ให้เกียรติซึ่งกัน มีความสร้างสรรค์และมุ่งมั่นในการเสนอทางออกให้กับประเทศ ซึ่งแต่ละพรรคต่างเอาใจช่วยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของการเกิดความปรองดองในครั้งนี้ ทั้งนี้การแถลงผลทุกครั้ง มาจากความคิดเห็นของพรรคการเมืองต่างๆที่เข้ามาให้ข้อคิดเห็นมิใช่ความคิดเห็นส่วนตัวหรือการสรุปเรื่องส่วนตัวแต่เป็นความเห็นของพรรคการเมืองต่างๆ

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า พรรคการเมืองมองเรื่องการปรองดองว่า ความขัดแย้งถือเป็นเรื่องปกติของสังคม ซึ่งทุกพรรค เห็นประโยชน์ร่วมกันในการเดินหน้ารับทราบความจริง และหาทางออกจากความขัดแย้งร่วมกัน โดยการเปิดกว้างให้พรรคการเมือง ทุกฝ่าย แสดงความคิดเห็น หาทางด้วยกันด้วยใจเป็นกลาง และเป็นที่ยอมรับของประชาชนที่ช่วยกำหนดทิศทาง เพื่อหาทางออกร่วมกัน และให้ความรู้สึกที่เท่าเทียมในสังคม
  
พล.ต.คงชีพ กล่าวต่อว่า พรรคการเมืองมองอีกว่า การปรองดองจะต้องรับฟังจากผู้ระดับ ทุกภาคส่วน และทุกพรรคการเมืองเห็นร่วมกันว่าควรจะทำให้เกิดความสำเร็ จและขอให้มีความจริงใจ มีสายกระบวนการองค์ความรู้ที่ถูกต้อง โดยไม่มีอคติ มีความ