Breaking การเมือง

นายกฯ ชวนคนไทยดีใจ! เผยสื่อนอกชี้ไทยสุขสุดในโลก หมายถึงประเทศพัฒนาขึ้น

วันที่ 10 มี.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่าหลาย ๆ ท่านคงได้รับทราบ “ข่าวดี”  ของประเทศ ที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับ ตามดัชนีความทุกข์ยาก (Misery Index) ประจำปี 2560 ว่าประเทศไทย “ของเรา” มีระดับความทุกข์ยาก “ต่ำที่สุด” ในโลกหรือมีความสุขที่สุดในโลก 

ขอชื่นชมหน่วยงานทุกฝ่ายของรัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งเครือข่าย “ประชารัฐ” ที่ร่วมกันสร้างความสุข  รวมถึงรักษาอัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทย ให้อยู่ในระดับต่ำมาเป็นปีที่ 3 ต่อเนื่องกันด้วย  การวัดในลักษณะนี้เป็นการมอง “ความสุข” ในสายตาของต่างประเทศที่เห็นว่าประเทศไทย “ของเรา” มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ในหลายๆ ด้าน ทั้งการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี มีธรรมาภิบาล มุ่งมั่นขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น, รวมทั้งการเร่งแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ โยมีการเร่งรัดที่ประชาคมโลกให้ความสนใจ

อาทิ เช่น เรื่องการประมงผิดกฎหมายและไร้การควบคุม (IUU), การบินพลเรือน (ICAO) ให้เป็นไปตามกติกาสากล และในเรื่องของการค้ามนุษย์ ซึ่งถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ของรัฐบาลนี้ เหล่านี้เป็นต้น โดยการดำเนินการในทุกๆ มิติ ทุกๆ มาตรการของรัฐบาลและ คสช. ที่ทำอยู่ในช่วงเวลาเกือบ 3 ปี ที่ผ่านมา มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน และส่งผลให้เห็นผ่าน “ตัวชี้วัด” ต่าง ๆ รวมทั้งในครั้งนี้ด้วย เรื่องนี้มีหลายคนออกมาบิดเบือนว่าไม่จริง เศรษฐกิจไม่เห็นจะดีขึ้น ประชาชนไม่มีความสุข ก็เป็นสิ่งที่ทุกๆ คนคิดได้นะครับ ต้องช่วยกันพิจารณาคนที่ออกมาพูดด้วย

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนเห็นว่าเป็น “ความสุขที่ยั่งยืน” คือ ความพออยู่ พอกิน และมีชีวิตที่สงบสันติ เป็นความสุขของตัวเรา และเรารู้สึกได้  ส่วน “การไม่รู้จักพอ” ก็คือการปล่อยตัว ปล่อยใจ ซึ่งย่อมนำไปสู่การแสวงหาที่ไม่มีวันสิ้นสุดเพราะอยากมี อยากได้อยู่ตลอดเวลา แบบนี้เท่าไหร่ก็ไม่พอเพราะอยากมี อยากได้อยู่ตลอดเวลา แบบนี้เท่าไหร่ก็ไม่พอ

แม้จะมั่งมีศรีสุข ร่ำรวยทรัพย์สินกว่าคนอื่นๆ แต่ก็ยังไม่หยุดทุจริต ไม่หยุดเอารัดเอาเปรียบ ไม่รู้จักแบ่งปัน ไม่รู้จักให้ ก็จะไม่รู้จัก “ความสุขถาวร” แล้วเราก็จะไปหลงอยู่กับความสุข “ชั่วครู่ ชั่วยาม ไม่จีรัง” ซึ่งตรงข้ามกับ “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงสอนให้คนไทย รู้จัก ความพอประมาณ เดินบนทางสายกลาง ไม่ประมาท มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง ไม่ยอมแพ้ต่อกระแส ทุนนิยม วัตถุนิยม  บริโภคนิยม จนหาความสุขที่แท้จริงในชีวิตไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น การที่อาจจะมีบัตรเครดิตโดยไม่จำเป็น หรือมีมากกว่าจำเป็น ย่อมนำไปสู่การก่อหนี้ อาจจะง่ายในการที่จะรูดบัตรเครดิต แต่อาจจะเป็นการก่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต ต้องพึงระมัดระวัง

เช่น การกู้เงินมาซื้อของที่ไม่จำเป็น หรือการทำอะไรที่เกินตัว   แทนที่จะกู้เงินเพื่อการลงทุน เพื่อซื้อเครื่องมือประกอบอาชีพ, หรือแม้แต่การ “ขายสิทธิ ขายเสียง” ทั้งนี้ก็เพียงเพื่อมุ่งหวังเงินทองเล็กน้อย  แต่ไม่มองอนาคตของตนเอง ของลูกหลาน และผลได้ผลเสียของประเทศในระยะยาว เป็นต้น  

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการใช้ “ความรู้คู่คุณธรรม” เป็นเครื่องช่วยยกระดับจิตใจของพี่น้องประชาชน นับตั้งแต่เยาวชนขึ้นไป ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ ถือว่าเป็นนโยบายหลัก และรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพ “ทรัพยากรมนุษย์” ของประเทศครับ สำหรับผู้ที่อยากเข้าสู่การเป็นรัฐบาล จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเองบ้างนะครับ ลองคิดใหม่ๆดูบ้าง อย่าคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ประชาชนเป็นผู้พิจารณา

 

"วันนี้ ผมมีเกษตรกรตัวอย่าง คือ ลุงอุดม  ป้าสมจิต บุญศรี เป็นเกษตรกร จังหวัดพังงา ที่น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” โดยยึดแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ในการปลูกพืชผักสวนครัว เช่น ผักบุ้ง ผักเสี้ยน โหระพา ใบแมงลัก ใบกะเพรา ถั่วพู   ซึ่งใช้ระยะเพียง 20-23 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ พืชผล “ทุกอย่าง” นั้นกินได้นะครับ เหลือใช้ เหลือขายก็แบ่งปันเพื่อนบ้าน บนพื้นที่เพียง 2 ไร่ ทำมากว่า 40 ปี สามารถสร้างรายได้ “มากพอ” ที่จะส่งลูกเรียนจบปริญญาตรี และปริญญาเอก ไม่มีหนี้สิน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะครับ ลองดูตัวอย่างแบบนี้บ้าง 

เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ผมขอชี้ให้เห็นปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ  

(1) การมีหลักคิด การคิดวิเคราะห์ กล่าวคือ แม้จะเห็นว่าพืชเศรษฐกิจของจังหวัดพังงา คือ ยางพาราและปาล์มน้ำมัน แต่ถ้าหากทุกครัวเรือนปลูกพืชเศรษฐกิจเหมือนกันทั้งหมด ก็จะไม่มีพืชผักสวนครัวเพียงพอป้อนตลาดในจังหวัด ทั้งกินเองหรือสำหรับนักท่องเที่ยวโดยจังหวัดพังงานั้น ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของประเทศ กลับกลายเป็นว่าต้องนำเข้าพืชผัก จากจังหวัดภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือจำนวนมาก มูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี

(2) ความเข้าใจ ก็คือ นอกจากเข้าใจ “องค์ความรู้” และหลักคิด เกี่ยวกับ “กลไกการตลาด” ข้างต้นแล้ว จากการที่หน่วยงานภาครัฐ เกษตรจังหวัด ได้ให้คำแนะนำ จะหมายรวมถึงความเข้าใจในการนำวิทยาการสมัยใหม่ 

และแนวโน้มของโลกในอนาคต มาช่วยในการตัดสินใจ ในการประกอบอาชีพ เช่น การเลือกปลูกพืชผักปลอดสารพิษเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้บริโภค หรือการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ที่ไม่ใช้ดิน ทั้งแบบโรงเรือนระบบปิด แบบกางมุ้ง เป็นต้น

(3) ความร่วมมือ ที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุด จะเป็นการนำไปสู่การ “ลงมือ” ปฏิบัติ จนประสบความสำเร็จในที่สุด ที่ ผ่านมา เกษตรกรไทย ทำนา ทำไร่ หรือพืชสวนอะไรก็ตาม อาจจะทำด้วยความเคยชิน ซึ่งต้องพึ่งฟ้า พึ่งฝนแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งนับวันภูมิอากาศโลกจะแปรปรวนขึ้นเรื่อย ๆ ปีไหนน้ำมาก ก็ปลูกกันมาก ผลผลิตมากขึ้น ก็ทำให้ราคาตกต่ำ จนอาจจะต้องมาเรียกร้อง ให้รัฐบาลช่วยเหลือเงินอุดหนุนบ้าง ประกันราคาบ้าง เหล่านี้ไม่ใช่การแก้ปัญหาทั้งระบบ แบบบูรณาการนะครับ ที่สำคัญ ก็คือไม่ยั่งยืน เดี๋ยวครั้งหน้า ปีหน้าก็กลับมาใหม่อีกรอบหนึ่ง ก็เหมือนเดิมอย่างนี้ทุกปี

 

ปัจจุบัน รัฐบาลก็ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้ง Agri Map, ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศทั้งระบบ ทั้งกลไกการตลาด และการเชื่อมโยง “ห่วงโซ่การผลิต” ทั้งในและต่าง ประเทศ มาร่วมในการวางแผนและให้คำแนะนำแก่เกษตรกร เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืช ว่าควรปลูกอะไร อย่างไรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด,  ควรปลูกที่ไหน ใช้พื้นที่เท่าไหร่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพลมฟ้าอากาศ และสถานการณ์น้ำที่มีอยู่ในแต่ละภูมิภาคของประเทศด้วย ถ้าเกษตรกรร่วมมือกันเพาะปลูกตามแผน ก็จะช่วยให้สามารถดูแลราคาผลผลิต เกษตรกรได้รายได้เต็มที่

ผมเห็นว่า ปัจจัยทั้ง 3 ประการที่กล่าวมาแล้วนั้น คือการมีหลักคิด การสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือ จะเป็นกุญแจสำคัญ ไม่เพียงการบรรลุวิสัยทัศน์ของประเทศ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” เท่านั้น แต่จะช่วยให้คนไทยมี “ความสุขที่ยั่งยืนที่แท้จริง” ด้วย ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด ควรต้องคิดและทำให้ได้แบบนี้นะครับ จะเป็นหนทางที่ยั่งยืนมากกว่าทำแบบเดิม ๆ ที่รอการเยียวยาช่วยเหลือตลอดไป ฝากท้องถิ่นนะครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยกันสร้างการรับรู้ด้วยนพครับ อย่าติดกับที่เดิมอีกเลย"