Breaking การเมือง

“บิ๊กตู่” ระบุ 3 ปี! รัฐบาลเน้นช่วยปชช.-ประเทศ

วันที่ 28 เม.ย.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่า "ช่วงนี้ อากาศก็ร้อนพออยู่แล้ว ผมไม่อยากให้เอาความรู้สึกเป็นที่ตั้ง จนต้องทำให้เราต้องร้อนใจไปด้วย ผมก็อยากให้ลองมองความพยายามของรัฐบาลที่จะช่วยเหลือประชาชน ทั้งในส่วนฐานราก และในภาพรวมของประเทศ  ที่เราได้ดำเนินการมาตลอดเวลา เกือบ 3 ปีที่ผ่านมา 

ทั้งมาตรการระยะสั้น เพื่อสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนและธุรกิจสามารถเดินหน้าประกอบสัมมาอาชีพไปได้อย่างต่อเนื่อง ราบรื่น ไม่สะดุดล้ม และก็ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็เร่งดำเนินมาตรการระยะยาว ทั้งการวางรากฐานการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย รวมถึงการวางรากฐานเศรษฐกิจไทยผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้ก็เพื่อจะยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่งานที่ง่ายเลยนะครับ ทั้งแก้ปัญหาไปด้วย ทั้งเดินหน้าไปด้วย และก็วางอนาคตไปด้วยนะครับ 3 ประการด้วยกัน

ทั้งนี้ มาตรการระยะสั้น ที่เรามุ่งช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สำหรับพี่น้องประชาชน มาตรการที่ดำเนินการไป คิดเป็นงบประมาณเพิ่มเติมกว่า 2 แสนล้านบาท ไม่รวมวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐอีกเกือบ 4 แสนล้านบาท 

 

ซึ่งถูกนำไปใช้ในการสนับสนุนปัจจัยการผลิต การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ทั้งข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน รวมถึงการชะลอการนำผลผลิตออกสู่ตลาดเพื่อจะรักษาระดับราคาที่เหมาะสม

นอกเหนือจากพี่น้องเกษตรกรแล้ว รัฐบาลยังได้ใช้งบประมาณเพื่อสนับสนุน พี่น้องผู้มีรายได้น้อยกว่า 1.4 แสนล้านบาท รวมถึงวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอีกกว่า 6 หมื่นล้านบาท  

สำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนกว่า 8 ล้านคน, การสนับสนุนเงินช่วยเหลือผ่านกองทุนหมู่บ้านและโครงการลงทุน ตำบลละ 5 ล้านบาทและการสนับสนุนสินเชื่อด้านที่อยู่อาศัยถึง 60,000 ราย รวมถึงให้เช่าที่พักอาศัยในราคาต่ำ อีกด้วยนะครับ

เม็ดเงินเหล่านี้ มีความจำเป็น และสำคัญต่อการประคับประคองความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ในภาวะที่ราคาพืชผลการเกษตรผันผวน และเศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในห้วงแห่งการปฏิรูปโครงสร้างและลดความเหลื่อมล้ำ

อีกปัญหาที่เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยยังต้องแบกรับอยู่ ก็คือภาระหนี้ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขและป้องกันปัญหาอย่างครบวงจร ซึ่งมีการดำเนินการทั้งด้านเจ้าหนี้ และลูกหนี้อย่างต่อเนื่องด้วยนะครับ

 

ด้าน “เจ้าหนี้” ก็ให้ มีการดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย โดยประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหนี้มาร่วมไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ และเข้ามาขออนุญาตดำเนินธุรกิจสินเชื่อในระบบให้ถูกต้อง รวมทั้งมีการบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ที่มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมานะครับ

สำหรับ “ลูกหนี้” รัฐได้สนับสนุนการลดภาระหนี้นอกระบบ โดยมีเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยหนี้ เพื่อให้เกิดมูลค่าหนี้ที่เป็นธรรม และให้ธนาคารของรัฐพิจารณาสินเชื่อ เพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบตามศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย นอกจากนี้ ยังได้วางแนวทางเพื่อเพิ่มศักยภาพในการหารายได้ของลูกหนี้ รวมถึงการให้ความรู้ด้านการเงินเพื่อไม่ให้เกิดการก่อหนี้สินล้นพ้นตัวซ้ำเติมหนี้เดิม

ในขณะเดียวกัน ก็พยายามเพิ่มช่องทางให้ลูกหนี้สามารถกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ ทั้งนาโนไฟแนนซ์, พิโกไฟแนนซ์ และการให้สินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินในกรอบวงเงินอีก 4,000 ล้านบาท อีกด้วย รัฐบาลหวังว่ามาตรการเหล่านี้ จะช่วยปลดเปลื้องภาระของพี่น้องประชาชนได้บางส่วน เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสุขสบายขึ้นกว่าเดิมนะครับ

 

อีกกลุ่มหนึ่งที่ภาครัฐให้ความสำคัญ ก็คือผู้ประกอบการ SMEs เนื่องจากเป็นผู้จ้างงานของแรงงานกลุ่มใหญ่ของประเทศ อีกทั้งยังเป็นบ่อเกิดของนวัตกรรมสำคัญๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุค 4.0 ด้วย ที่ผ่านมา ภาครัฐมีมาตรการหลากหลายในการช่วยเหลือ ทั้งที่เป็น SMEs ทั่วไป และพี่น้องเกษตรกรที่ประกอบธุรกิจ SMEs และ Startup

ผ่านการให้สินเชื่อ และการค้ำประกันสินเชื่อ คิดเป็นวงเงินรวม มากกว่า 5 แสนล้านบาท  รวมทั้งมีวงเงินชดเชยอีกประมาณ 75,000 ล้านบาท ซึ่งสินเชื่อเหล่านี้ ได้เข้าไปมีบทบาทเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อให้ SMEs สามารถบริหารจัดการธุรกิจได้ในช่วงที่ผ่านมา และช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นธุรกิจในยุค 4.0 ได้ดีขึ้นด้วยครับ

พี่น้องประชาชนที่รักครับ, นอกจากมาตรการระยะสั้นที่ผมเรียนมาทั้งหมดแล้ว ภาครัฐยังคงเร่งวางรากฐานให้กับประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ให้พี่น้องประชาชนสามารถเดินทางติดต่อระหว่างกันได้สะดวก รวดเร็ว ราคาถูก และมีคุณภาพ 

 

เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และการเชื่อมโยงรองรับความต้องการของภาคการผลิต บริการ และการท่องเที่ยว เสริมสร้างความมั่นคง รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ โดยอาจแบ่งสิ่งที่รัฐบาลได้เดินหน้าในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนและประเทศได้ 4 ด้าน อันได้แก่

ด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตเช่น

1. การขยายเขตระบบไฟฟ้าให้ครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยปัจจุบันสามารถให้บริการไฟฟ้าได้ครอบคลุมถึง ร้อยละ 99.7 ของจำนวนครัวเรือนปัจจุบันนะครับ  
2. การลงทุนระบบประปาในพื้นที่ต่างๆ เพื่อขยายกำลังการผลิตน้ำประปา ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ใช้น้ำได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้น กว่า 1.2 ล้านราย

3. การพัฒนาโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง โดยมีเป้าหมายหมู่บ้านที่ยังขาดแคลน อีกจำนวน 4 หมื่นกว่าหมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงและข้อมูลของภาครัฐได้อย่างทั่วถึง 

และ 4. การลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งจะสามารถสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้เพิ่มขึ้น อีก 3 หมื่นครัวเรือน

 

ด้านเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการเชื่อมโยงเช่น

1. ทางถนน มีการลงทุนพัฒนาเส้นทางใหม่ บำรุงรักษาเส้นทางให้ได้มาตรฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทาง วงเงินลงทุนรวมกว่า 2 แสนล้านบาท

2. การลงทุนพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางราง เพื่อรองรับความต้องการเดินทางและขนส่งสินค้าของประเทศ วงเงินลงทุน ราว 2 แสนล้านบาท เช่น โครงการรถไฟชานเมือง โครงการรถไฟทางคู่ รวมทั้งอนุมัติการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล วงเงินลงทุนรวมกว่า 2 แสนล้านบาท

3. ทางน้ำ มีการลงทุนพัฒนาท่าเทียบเรือ และดูแลรักษาร่องน้ำเดินเรือเศรษฐกิจของประเทศ วงเงินลงทุน มากกว่า 5 พันล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ระบบคมนาคมขนส่งทางน้ำของประเทศ 

4. ทางอากาศ มีการลงทุนพัฒนา และบำรุงรักษาท่าอากาศยานในภูมิภาค  และมีการแก้ไขปัญหาด้านการบินพลเรือนของประเทศ เพื่อให้มีมาตรฐานที่เป็นไปตามมาตรฐานและข้อแนะนำที่พึงปฏิบัติ ของ ICAO 

5. ด้านโทรคมนาคม มีการลงทุนระบบเคเบิ้ลใต้น้ำระหว่างประเทศ วงเงินลงทุน 1,400 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อโครงข่ายอินเตอร์เน็ตของประเทศไทย โดยทำให้มีความจุเพิ่มขึ้น และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ใช้บริการด้วยนะครับ


ด้านการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศเช่น

1. เพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่และทดแทนของภาครัฐ ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สามารถรองรับความต้องการพลังงานไฟฟ้าของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นไปด้วยความมั่นคงนะครับ 

2. การลงทุนโครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อรองรับการจัดหาและนำเข้าก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ 

3. การลงทุนโครงการปรับปรุงกิจการประปา เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต เสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบผลิต สูบส่ง และจำหน่ายน้ำประปา รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาคุณภาพของแหล่งน้ำดิบให้กับพี่น้องประชาชนด้วย

 

สุดท้าย คือด้านการสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ  

1. ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์พลังงาน  รวมทั้งขับเคลื่อนการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อช่วยลดมลภาวะและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีบนท้องถนน  

ลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ต่อเนื่องในประเทศ โดยจะเห็นว่าสัดส่วนการใช้พลังงานของประเทศไทยได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมานะครับ ในช่วงนี้อากาศร้อนนะครับ ก็อาจจะเพิ่มมากขึ้น ก็เป็นการชั่วคราวนะครับ

2. เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนใน และสนับสนุนการกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานฟอสซิล และใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น 

3. ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น ลดการแทรกแซงจากภาครัฐ และลดการชดเชยข้ามประเภทเชื้อเพลิง โดยปรับอัตราภาษีของกลุ่มน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลให้ใกล้เคียงกันมากขึ้น

4. พัฒนาโครงการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา (THEOS-2) ผ่านการจัดหาดาวเทียมสำรวจทรัพยากรที่ให้ข้อมูลรายละเอียดสูงมาก และสร้างดาวเทียมขนาดเล็กด้วยตัวเอง เพื่อจะช่วยการสำรวจข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและภูมิสารสนเทศของประเทศ ที่จะนำมาใช้ในการวางแผนปฏิบัติการต่างๆ  

และการดำเนินนโยบายที่จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศในการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศด้วยนะครับ

 

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการที่รัฐบาลได้เร่งผลักดัน เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนทั้งนั้นนะครับ ยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงต่าง ๆ อยู่แล้ว  หลายอย่างที่เป็นมาตรการระยะยาว จะต้องใช้เวลาดำเนินการจึงจะเห็นผล หลายอย่างต้องการการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน

ผมจึงอยากให้ทุกท่านได้รับทราบ รับรู้ ถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาล ที่จะเข้ามาดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือ สนับสนุน และยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน  ทำให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในภาพรวม ลงไปถึงฐานรากให้ได้มากที่สุด ที่ผ่านมาผมได้ให้ความ สำคัญกับการกำจัดปัญหาการทุจริต และวางระบบการจัดซื้อจัดจ้างให้รัดกุม ซึ่งจะช่วยให้มีการกระจายของเม็ดเงินออกไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ได้ดีขึ้น 

หากพี่น้องประชาชนจะช่วยเป็นหูเป็นตา ช่วยกันคนละไม้ละมือ ในการที่จะช่วยกันสอดส่องดูแลการทุจริต และส่งข้อมูลมาที่ศูนย์ดำรงธรรม เพื่อให้ส่วนกลางดำเนินการตรวจสอบ ก็จะถือเป็นอีกกำลังสำคัญนะครับ ที่จะมีส่วนช่วยปฏิรูปประเทศของเรา และก็ช่วยให้ทุกภาคส่วน ก้าวไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ไปด้วยกันครับ"