โรม จี้ยกเลิก ม.112 เพื่อปกป้องสถาบัน ไม่ควรมีคนถูกขังเพียงเพราะคำพูด

11 ธ.ค. 2563 เวลา 4:46 น.

"โรม" เห็นด้วยจี้ยกเลิก ม.112 เพื่อปกป้องสถาบัน หมอวรงค์ ถามกลับแกนนำม็อบ เหตุใดไม่ขอยกเลิกมาตราอื่นด้วย

ภายหลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดในทุกมาตรากับผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎรและแนวร่วม รวมถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ตัวพล.อ.ประยุทธ์เองที่ออกมาเปิดเผยว่าพระองค์ท่านไม่ประสงค์ให้ใช้มาตราดังกล่าวกับประชาชน

แต่ทว่าพักหลังกลับมีการปราศรัยโจมตีสถาบันอย่างต่อเนื่องและรุนแรง ชนิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย กระทั่งแกนนำถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายมาตราดังกล่าวไปแล้วหลายราย ต้องเดินสายรับทราบข้อกล่าวหากันไม่ขาดสาย

ล่าสุด กลุ่มผู้มีชุมนุมมีความพยายามกดดันรัฐบาลโดยจัดเป็นกิจกรรม พร้อมเปิดเวทีเสวนาที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัวเมื่อวานนี้ สาระเนื้อหาไม่มีอะไรอ้อมค้อมคือการพุ่งเป้าไปที่การยกเลิกมาตรา 112 พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวกลุ่มผู้ชุมนุมโดยไม่มีเงื่อนไข 

นอกจากนั้น ยังส่งแนวร่วมเข้ายื่นข้อเรียกร้องต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ และนานาชาติ เพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยยกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และยุติดำเนินคดีแกนนำราษฎรทุกคน เนื่องจากจะมีการประชุมประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั่วโลกประจำปี 2564 ในเดือนเมษายน-มิถุนายน ณ กรุงเจนิวา สวิสเซอร์แลนด์ โดยทางกลุ่มคาดหวังว่าข้อเรียกร้องนี้จะถูกนำไปสู่การตรวจสอบและพิจารณาในที่ประชุมสหประชาชาติ และมีมติต่อไป

เรื่องนี้มีความคิดเห็นจากนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กับรายการเนชั่นคนข่าวเข้ม  ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 ว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 เนื่องจากมีอัตราโทษค่อนข้างสูง อีกทั้งพักหลังถูกรัฐบาลนำมาใช้ในทางการเมืองมากขึ้น จริงอยู่ในหลายประเทศมีกฎหมายคุ้มครองประมุขของตนเอง แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ถูกนำมาบังคับใช้อย่างข้มข้นเหมือนบ้านเรา 

นายรังสิมันต์ ยังให้ความเห็นส่วนตัวว่า ตามหลักสากลแล้วไม่ควรมีคนถูกคุมขังเพียงเพราะคำพูดคำจา การดำเนินคดีหมิ่นประมาทควรเป็นเรื่องทางแพ่งมากกว่าทางอาญา ไม่ใช่เฉพาะมาตรา 112 แนวคิดนี้ยังรวมถึงกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาด้วยเช่นกัน ซึ่งการยกเลิกมาตรา 112 ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อหมิ่นประมาท แต่ทำเพื่อปกป้องสถาบัน เพราะสถาบันเองเป็นองค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นประชาชนจึงมีสิทธิ์ตั้งคำถามได้ แต่หากเข้าข่ายหมิ่นประมาทก็สามารถใช้ช่องทางแพ่งพิจารณาแทนคดีอาญา 

สำหรับปมปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้ นายรังสิมันต์เห็นว่ามีอยู่ 2 ประเด็น ประการแรกกฎหมายดังกล่าวมีการตั้งอัตราโทษที่รุนแรงเกินไป 3-15 ปี ทำให้ศาลตั้งต้นลงโทษที่ 3 ปีในขั้นต่ำ ถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกินไปสำหรับคดีที่เกิดจากการพูดจา ส่วนประเด็นถัดไปคือการตีความการหมิ่นสถาบันของศาลที่กว้างเกินไป

ด้านนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกุ่มไทยภักดี ออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้เช่นกัน ระบุว่า ทุกวันนี้คนไทยไม่เดือดร้อนกับกฎหมายดังกล่าว พร้อมตั้งคำถามกลับแกนนำผู้ชุมนุมรู้หรือไหม ??  กฏหมายอาญามาตรา 112 บัญญัติว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี" ไม่ใช่เป็นกฏหมายที่อยากจะรังแกใครก็ได้ 

แปลความกันง่ายๆ คือหากไม่มีการเจตนาหมิ่นประมาท การดูหมิ่น การแสดงความอาฆาตมาดร้ายใครก็ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัว ไม่ใช่เฉพาะสถาบันเบื้องสูง หากมีคนหมิ่นประมาทดูหมิ่นบุพการีของเหล่าบรรดาแกนนำเอง ก็คงรับไม่ได้เช่นกัน 

นายแพทย์วรงค์ยังให้ความรู้ด้วยว่า ปัจจุบันกฎหมายการคุ้มครองพระประมุขแห่งรัฐนั้นมีอยู่ทุกประเทศ แม้แต่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอเมริกาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกไม่ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ภายหลังศาลสูงของญี่ปุ่นเองเป็นผู้วินิจฉัยว่าห้ามละเมิดองค์จักพรรดิ ในวันที่ 20 พ.ย.1989 

ที่สำคัญการคุ้มครององค์ประมุขแห่งรัฐไม่เพียงแต่คุ้มครองตามมาตรา 112 แต่ยังมีกฏหมายมาตรา 133 ที่มีสาระเหมือนกัน แต่คุ้มครองประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ รวมทั้ง มาตรา 134 ให้ความคุ้มครองผู้แทนรัฐต่างประเทศ ในเนื้อหาเดียวกันอีกด้วย 

ดังนั้น จึงตั้งคำถามกลับไปยังแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมว่า  ถ้าจะขอยกเลิกมาตรา112 เหตุใดไม่ขอยกเลิกมาตรา 133 และมาตรา 134 ด้วย 

“หรือจะให้คุ้มครองเฉพาะประมุขรัฐและผู้แทนประมุขรัฐต่างประเทศ แต่ไม่ต้องคุ้มครององค์ประมุขรัฐของไทย วันนี้แกนนำม็อบจ้องล้มล้างสถาบัน เพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบสาธารณรัฐ จึงขอให้ยกเลิกมาตรา 112 อีกหน่อยคิดอยากจะหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นใครก็คงต้องไปร้องให้ยูเอ็นกดดันรัฐบาลให้เลิกมาตรา 326 และ393 จะได้ไม่มีความผิดใช่หรือไม่” นายแพทย์วรงค์กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับกฎหมายไทยที่คุ้มครองประมุขต่างประเทศประกอบด้วย

มาตรา 130 บัญญัติว่า ผู้ใดทำร้ายร่างกายหรือประทุษร้ายต่อเสรีภาพของราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศซึ่งมีสัมพันธไมตรี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 15 ปี

มาตรา 131 ผู้ใดทำร้ายร่างกายหรือประทุษร้ายต่อเสรีภาพของผู้แทนรัฐต่างประเทศ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนัก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี

มาตรา 132 ผู้ใดฆ่าหรือพยายามฆ่าบุคคลหนึ่งบุคคลใดดังระบุไว้ในมาตรา 130 หรือมาตรา 131 ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 133 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 1 แสน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 134 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้แทนรัฐต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนัก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด