สีสันโซเชียล

“พระนารายณ์มหาราช” กับเกมการทูต…ที่สุดจะเหนือชั้น

พระนารายณ์ไม่ใช่คนหูเบาเชื่อฝรั่งอย่างที่ในละครปาคำนี้ใส่พระองค์แทบทุกตอน แต่คือมหาราชที่ปรีชาสามารถอย่างแท้จริง ทรงเดินเกมการทูตเหนือชั้นอย่างที่ไม่เคยมีกษัตริย์เอเชียชาติไหนทำได้มาก่อน

วันที่ 13 เม.ย.61 ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ ” จิต ศรัทธา ” โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความระบุว่า ” #สิ่งที่ละครบุพเพสันนิวาสไม่ได้บอก  #องค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

พระนารายณ์ส่งทูตไปวาติกัน พร้อมตัวละครลับ ที่ทำพระสันตะปาปาทึ่งในชาวสยาม

พระนารายณ์ไม่ใช่คนหูเบาเชื่อฝรั่งอย่างที่ในละครปาคำนี้ใส่พระองค์แทบทุกตอน แต่คือมหาราชที่ปรีชาสามารถอย่างแท้จริง ทรงเดินเกมการทูตเหนือชั้นอย่างที่ไม่เคยมีกษัตริย์เอเชียชาติไหนทำได้มาก่อน พร้อมเผยตัวละครลับ “หนุ่มน้อยอัจฉริยะ ปินโต” ชาวสยามที่ทรงส่งไปกับคณะทูต ผู้สร้างความเลื่องลือ ในมวลหมู่นักวิชาการและนักปราชญ์ ตั้งแต่ฝรั่งเศสถึงวาติกัน ผู้ทำให้พระสันตะปาปาทึ่งในสติปัญญาของชาวสยาม

มีเหตุการณ์พระราชกรณียกิจที่ยิ่งใหญ่มากมายของพระนารายณ์ที่ละครไม่นำเสนอ หรือนำเสนอในแง่ให้พระเพทราชามาวีนๆใส่ แล้วพระนารายณ์ก็ไม่ตอบเหตุผลที่ดีอันใดได้ ทั้งที่จริงทุกอย่างทรงมีเหตุผลที่ลึกซึ้งและชาญฉลาดอย่างมาก จนทำให้อยุธยาเป็นยุคทอง และรุ่งเรืองที่สุดในสุวรรณภูมิ อีกทั้งทรงเป็นมหาราชที่ไม่ได้มาจากการรบแต่มาจากการสร้างความเจริญให้ประเทศ หนึ่งในนั้น ก็คือ นโยบายด้านศาสนาของพระองค์เอง

สร้างมิตรดีกว่าสร้างศัตรู

พระนารายณ์ทรงโปรดการเรียนรู้ศาสนาอื่นๆ โดยให้คนแปลคัมภีร์ไบเบิ้ล หรือ กุรอ่าน อ่านถวาย เมื่อได้ฟังแล้วจะได้รู้ว่าศาสนานั้นๆสอนสิ่งใด ทรงไม่ใช่คนที่ตัดสินสิ่งใดจากอคติคิดว่าของตัวเองดีแล้วของคนอื่นเป็นศัตรูไปหมด แต่เข้าทำความเข้าใจให้รู้แจ้งเห็นจริง และทรงแต่งตั้งบุคคลในศาสนานั้นมารับราชการและเป็นสื่อกลางดูแลศาสนิกนั้นๆในพระนคร เช่นการตั้ง “หลวงศรียศ” หรือ “ออกญาจุฬาราชมนตรี” (ในหนังคือหนุ่มหล่อเคราสามเหลี่ยม)ผู้ดูแลมุสลิมทั้งพระนคร ตัวอย่างสำคัญคือ ครั้งกบฎมักกะสัน ที่ต้องการลอบปลงพระชนม์พระนารายณ์ และเปลี่ยนอยุธยาเป็นรัฐอิสลาม ก็ได้ขุนนางมุสลิมที่จงรักภักดีทูลให้พระองค์ทราบก่อนจนเตรียมการปราบปรามได้สำเร็จ

วิธีกำจัดศัตรูของพระนารายณ์จึงเป็น วิธีที่คนเก่งๆคนฉลาดทำกัน คือทำให้เขากลายเป็นมิตร แทนวิธีโหดเหี้ยมเช่นการเข่นฆ่ากำจัดอย่างพระเพทราชา

ปูมหลังและปัญหาศาสนาคริสต์สมัยอยุธยา

ถ้าใครดูจากละคร อาจจะเข้าใจว่า ฝรั่งเศสนี้เป็นเจ้าของศาสนาคริสต์ในสยามหรืออย่างไร เพราะทั้งเรื่องนำเสนออยู่เท่านี้ แต่ที่จริง ชุมชนคริสต์ที่กล้าแข็งและลงลึกที่สุดในอยุธยาคือ โปรตุเกส ที่เข้ามาตั้งแต่สมัยพระรามาธิบดีที่2 และยังช่วยพระไชยราชารบพม่า จนได้ตั้งรกรากในอยุธยา(ในหนังเรื่องสุริโยทัยของท่านมุ้ยจะเห็นว่า ตอนพระไชยราชา(อ๊อฟ พงษ์พัฒน์)ถูกยิงผู้ผ่าตัดกระสุนให้คือบาทหลวงโปรตุเกส) จากยุคนั้นจนถึงสมัยพระนารายณ์ จากชุมชนโปรตุเกส170หลังคาเรือน กลายเป็นลูกครึ่งอยุธยาโปรตุเกส700หลังคาเรือน และแม่มะลิ(มารี ตอง กีมาร์)กับครอบครัวก็เป็นสมาชิกชุมชนนี้ และฟอลคอนเองก็ล้างบาปเข้าคาทอลิกกัีบบาทหลวงโปรตุเกส และแต่งงานโบสถ์โปรตุเกส

แต่ในยุคพระรายณ์นี้เอง ได้เกิดความขัดแย้งขึ้น เมื่อฝรั่งเศสเข้ามายังอยุธยา และส่งสารถึงพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่9 ขอให้ชาวคริสต์ทั้งหมดในสยามขึ้นกับพระสังฆราชของทางฝรั่งเศสที่ส่งมาประจำการ ดังนั้นอาจใช้ภาษาง่ายๆว่า มาชุบมือเปิบไปเลยนั่นเอง ซึ่งส่งผลให้ชาวคริสต์โปรตุเกสหรือผู้เข้าคริสต์กับบาทหลวงโปรตุเกส ไม่ยอมรับบาทหลวงฝรั่งเศสหรือผู้เข้าศาสนาคริสต์กับฝรั่งเศส โดยแยกวัดแยกโบสถ์กันชัดเจน และ ต่อมาจนถึงสมัยพระเจ้าท้ายสระก็ยังปรากฎหลักฐาน ที่ชาวคริสต์ฝ่ายโปรตุเกสไม่ยอมเข้าวัดของบาทหลวงฝรั่งเศส

-การส่งราชทูตไปวาติกันของพระนารายณ์ คือพระปรีชาอันเหนือชั้นในการคานอำนาจทางศาสนาของฝรั่งเศส-

พระนารายณ์ย่อมล่วงรู้เรื่องชาวคริสต์ในอยุธยาส่วนใหญ่ไม่ได้ยอมขึ้นกับฝรั่งเศส แต่สิ่งที่ทรงล่วงรู้ยิ่งกว่านั้นคือรู้ว่า ฝรั่งเศสและพระเจ้าหลุยส์ที่14ไม่ใช่เจ้าของศาสนาคริสต์ แต่ประมุขศาสนาคริสต์คือพระสันตะปาปาแห่งวาติกัน การส่งราชทูตไปวาติกัน คือการเปิดทางที่จะก้าวข้ามฝรั่งเศสขึ้นไปหาพระสันตะปาปาโดยตรง การมีมหามิตรเป็นผู้สวมมงกุฎให้กษัตริย์ทั่วยุโรป คือวิธีลดอำนาจทางศาสนาของฝรั่งเศสแบบพระปรีชาของมหาราชโดยแท้

ละครบอกเพียงว่า คณะทูตที่พระนารายณ์ส่งไปฝรั่งเศสพบพระเจ้าหลุยส์ที่14 แต่ไม่บอกว่าคณะทูตยังเดินทางไปวาติกันด้วย โดยเวลานั้นเป็นสมณสมัยของพระสันตะปาปา อินโนเซนต์ที่11 โดยทรงกำชับทูตด้วยพระองค์เองว่าให้คำนับพระสันตะปาปาอย่างไร ทรงมีพระราชสาสน์ถึงพระสันตะปาปาจารึกบนแผ่นทองคำความตอนหนึ่งว่า

“พระราชสาสน์ของพระเจ้าแผ่นดินอันยิ่งใหญ่แห่งกรุงสยาม มายังท่านสันตปาปา ผู้เป็นยอดและเป็นบิดาของบรรดาคริสตศาสนิกชน และเป็นผู้บำรุงศาสนาให้รุ่งเรืองแผ่ไพศาล ทั้งเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาให้บรรดาคริสตศาสนิกชนให้ถาวร และปฏิบัติตามศาสนาและครองยุติธรรม ทั้งเป็นผู้ที่พระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายทั่วไปเคารพนับถือไปหามาสู่อยู่เนืองๆ

เมื่อราชทูตของเราได้กระทำการต่างๆ ตามที่เราสั่งไว้เป็นการเสร็จแล้ว ขอให้ท่านสั่งให้กลับมา เพื่อราชทูตจะได้นำข่าวของสันตปาปามารายงานต่อเรา ซึ่งจะเป็นข่าวที่เราจะยินดีเป็นอันมาก กับข้าพเจ้าขอให้ท่านสันตปาปาได้ส่งทูตมายังข้าพเจ้าด้วย และขอให้ราชทูตของเราทั้งสองฝ่ายได้ไปมามิได้ขาด เพื่อไมตรีอันดีอันมีค่าจะได้ติดต่อกันชั่วกาลนาน”

พระสันตะปาปาแสดงความชื่นชมยกย่องพระนารายณ์มาก สั่งให้หล่อทำเหรียญที่ระลึกเหตุการณ์ที่ราชทูตจากอยุธยาเข้าเฝ้า บรรยายเหตุการณ์ วันเข้าเฝ้าเมื่อมาถึงเหรียญหนึ่ง และวันเข้าเฝ้าเพื่อลากลับอีกเหรียญหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่า ความเป็นมิตรนี้เป็นทางการและเป็นพิเศษจนประสงค์จะจารึกไว้ชั่วกาลนาน ปัจจุบันยังเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดวาติกัน

“ปินโต” หนุ่มอยุธยาอัจฉริยะ เซอร์ไพร์วาติกันของพระนารยณ์

ในคณะทูตที่พระนารายณ์ทรงส่งไป มีบุคคลที่ถูกจารึกชื่อในประวิตศาสตร์ไปด้วยคนหนึ่ง ชื่อ “อันโตนิโอ ปินโต” บันทึกของ อธิการแห่ง ชัวซี (Abbe de Choisy) ที่เดินทางมาพร้อมกับทูต ฝรั่งเศส เล่าว่า

สามเณรคนหนึ่งเป็นที่สังเกตของคนทั้งหลาย สามารถตอบปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยมเขาชื่อ อันโตนิโอ ปินโต บิดาเป็นชาวโปรตุเกส มารดาเป็นคนสยาม สามารถพูดภาษาละติน โปรตุเกส ฝรั่งเศส ต่อมา เขาได้ติดตามคณะทูต ไปประเทศฝรั่งเศสและโต้วาทีวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องทางเทวศาสตร์ที่สามเณราลัยคณะมิสซังต่างประเทศที่อาสนวิหาร นอตร์ดาม และที่มหาวิทยาลัยซอร์บอน(มหาวิทยาลัยเก่าแก่อันดับ2ของโลก)

“การบรรยายนี้ คนทั้งกรุงปารีสแห่กันมาฟัง บรรดาสมณะชั้นผู้ใหญ่ก็พากันมาฟังเป็นอันมาก ทุกคนยอมรับว่าไม่มีใครพูดได้ดีกว่าชาวสยามคนนี้”

2-3เดือนต่อมา ปินโตได้ไปโต้วาทีวิทยานิพนธ์อีกครั้งหนึ่งเฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระสันตะปาปา คณะพระคาร์ดินัล และ “ใครต่อใครที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปราดเปรื่อง”ในกรุงโรม

“พระสันตะปาปาทรงชื่นชอบพระทัย อย่างยิ่ง ถึงกับรับสั่งให้บวชอันโตนิโอเป็นบาทหลวง แม้มีอายุเพียง 22 ปี ทั้งนี้ เป็นการยกเว้นที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน พระองค์ทรงถือว่าปินโตสมควรจะได้เป็นพระสังฆราชผู้แทนพระสันตะปาปา(Vicaire Apostolique) แทนประมุขมิสซังองค์ใดองค์หนึ่ง”

ยิ่งไปกว่าการมีพระสันตะปาปาเป็นมิตรกับสยาม ซึ่งสามารถช่วยไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทของประเทศคาทอลิกด้วยกันได้แล้ว การที่พระนารายณ์ มีคริสตชนชาวอยุธยา ผู้เป็นที่ชื่นชมจากพระสันตะปาปา และอาจเป็นว่าที่พระสังฆราชแห่งศาสนาคริสต์ในอยุธยา เท่ากับประมุขศาสนาคริสต์จะไม่ต้องเป็นคนต่างชาติอีก แต่เป็นคนอยุธยาเอง ก็เท่ากับปิดทางการวางอำนาจผ่านศาสนาของชาวต่างชาติที่กลัวกันหนักหนา นี่คือสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอยุธยา ด้วยพระปรีชาและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระนารายณ์มหาราช

แต่น่าเสียดายที่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นจริง เพราะหลังการปฏิวัติของพระเพทราชา เกิดการไล่เข่นฆ่าเบียดเบียนคริสตชน เผาสามเณราลัย (สถานที่เรียนเป็นบาทหลวง) ปล้นโบสถ์ มีการจับคริสตชนไปขังคุก และทรมานให้เปลี่ยนศาสนามาเป็นพุทธ คริสตชนหลายคนรวมทั้งมิชชันนารีบางคนถูกทรมานจนตายในคุก ชื่อของหนุ่มอัจฉริยะ ปินโต ก็หายสาปสูญไปจากประวัติศาสตร์ และอยุธยาอันรุ่งเรืองของมหาราชผู้เลื่องลือทั่วโลก ก็ถูกดับแสงรุ่งโรจน์ และมอดไหม้บ่ายหน้าสู่การเสียเมืองให้พม่า โดยเอกสารหลักฐานแห่งประวัติศาสตร์อันเรืองรองมากมายก็ถูกเผาทำลายจนเกือบหมดสิ้น

อ้างอิง

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

-ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๙ เรื่อง โกศาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๓
-บาทหลวง เดอ ชัวซีย์. จดหมายเหตุรายวัน การเดินทางไปสู่ประเทศสยาม ในปี ค.ศ. ๑๖๘๖ และ ๑๖๘๖
-ประวัติมิสซังกรุงสยาม ค.ศ. 1662-1811
โดย บาทหลวง อาเดรียง โลเน คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส