เร่งพัฒนาระบบดูแล-ฟื้นฟู ผู้ต้องขัง ป่วยทางจิต มากกว่าคนทั่วไป 3 เท่า

15 มิ.ย. 2561 เวลา 4:59 น.

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

(15 มิถุนายน 2561) ที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เขตทวีวัฒนา กทม. นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธานในพิธีถวายผ้าป่าสามัคคี สมทบทุนปรับปรุงอาคารบริการ และจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้บริการผู้ป่วยจิตเวชเนื่องในโอกาสครบรอบ 47 ปีของการเปิดสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ให้บริการดูแลรักษาผู้ต้องขังที่มีอาการป่วยทางจิตตั้งแต่พ.ศ. 2514 เป็นต้นมา และให้สัมภาษณ์ว่า ผลการดำเนินการพัฒนาระบบบริการรักษาผู้ต้องขังที่ป่วยทางจิตของสถาบันกัลยาณ์ฯในช่วง 47 ปีที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าเป็นลำดับ ปัจจุบันสามารถขยายการดูแลสุขภาพจิตผู้ต้องขังในเรือนจำ 142 แห่งร่วมกับกรมราชทัณฑ์ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด โดยมีโรงพยาบาลจิตเวช 13 แห่งทั่วประเทศเป็นแม่ข่าย ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนผู้ป่วยจิตเวชทั่วไป สามารถป้องกันการก่อคดีซ้ำหลังพ้นโทษ และสร้างความปลอดภัยสังคม

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

ข้อมูลในปี 2561 มีผู้ต้องขังเข้าถึงบริการกว่า 4,000 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มี 3,300 คน จากผู้ต้องขังที่มีทั่วประเทศเกือบ 3 แสนคน และได้รับการดูแลต่อเนื่อง ไม่มีปัญหากลับเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลซ้ำหลังกลับไปสู่เรือนจำ เนื่องจากขาดการรักษา ซึ่งก่อนหน้านี้พบได้มากกว่าร้อยละ 50

ผลการวิจัยของสถาบันกัลยาณ์ฯ ปี 2560-2561 ในกลุ่มผู้ต้องขังทั้งชายและหญิงจำนวน 600 คนที่อยู่ในเรือนจำ/ทัณฑสถานที่มีความมั่นคงปานกลาง-สูงสุด 10 แห่ง พบว่ามีปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวชร้อยละ 46 สูงกว่าประชาชนทั่วไปถึง 3 เท่าตัว

-ผู้ชายมีปัญหาร้อยละ 47

-ผู้หญิงร้อยละ35

โรคที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

-ติดเหล้าและสารเสพติดร้อยละ 30

-โรคซึมเศร้าร้อยละ 16

-ความเสี่ยงฆ่าตัวตายร้อยละ 16

โดยผู้ต้องขังเกือบ 1 ใน 4 มีโรคทางจิตเวชร่วมด้วย 2 โรคขึ้นไป เช่น ใช้สารเสพติดและป่วยเป็นโรคจิตเภท เป็นต้น

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

กรมสุขภาพจิตจะร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์อย่างใกล้ชิด เน้นที่การตรวจคัดกรองสุขภาพจิตผู้ต้องขังรายใหม่ทุกคน เพื่อแยกกลุ่มการดูแลอย่างเหมาะสม และในปีนี้ได้ให้สถาบันกัลยาณ์ฯทดลองระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านกาย จิต สังคมแก่ผู้ต้องขังที่ป่วยทางจิตเป็นครั้งแรก เพราะหัวใจของการรักษาผู้ป่วยจิตเวชไม่ได้อยู่ที่ยาหรือการรักษาด้วยเครื่องมืออย่างเดียว แต่อยู่ที่การฟื้นฟูสมรรถนะด้านต่างๆที่จำเป็นในชีวิตประจำวันเพื่อคืนความเป็นมนุษย์ให้ผู้ป่วย ให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้

ทางด้านนายแพทย์ศรุตพันธุ์ จักรพันธุ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวว่า ในการพัฒนาระบบบริการผู้ต้องขังในปี 2561-2562 เน้น 3 เรื่องหลัก ได้แก่

1. การวิจัยรูปแบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังที่ป่วยจิตเวชและผู้ต้องขังสูงอายุ โดยสถาบันฯได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาโปรแกรมการจัดกิจกรรมฟื้นฟู ซึ่งเป็นนวตกรรมบริการ โดยจะเน้นความสอดคล้องตามบริบทของเรือนจำ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัย คาดว่าจะนำร่องที่เรือนจำพิเศษธนบุรี หากแล้วเสร็จจะสามารถใช้เป็นโปรแกรมต้นแบบระดับประเทศขยายผลใช้ในเรือนจำทั่วประเทศได้

2. การจัดระบบการตรวจรักษาผู้ต้องขังด้วยการแพทย์ทางไกลหรือเทเลเมดดิซีน (Telemedicine) โดยจิตแพทย์เชี่ยวชาญกับสถานพยาบาลกรมราชทัณฑ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ไม่มีจิตแพทย์ ซึ่งมีผลดี สามารถดูแลผู้ต้องขังที่เรือนจำได้เลย ไม่ต้องพาไปที่โรงพยาบาลซึ่งต่อรายจะต้องเสียค่าใช้จ่ายการดูแล และลดความเสี่ยงการหลบหนี ขณะนี้สามารถดำเนินการในโรงพยาบาลจิตเวช 5 แห่ง ได้แก่ สถาบันกัลยาณ์ฯ รพ.จิตเวชนครพนมราชนครินทร์ รพ.สวนปรุง รพ.พระศรีมหาโพธิ์ และรพ.จิตเวชนครสวรรค์ จะขยายเพิ่มที่เหลืออีก 8 แห่ง

3. ได้ร่วมมือกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จัดทำหลักสูตรการดูแลสุขภาพผู้ต้องขังในเรือนจำทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ เพื่อใช้เป็นคู่มือสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่พยาบาลในเรือนจำและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำเรือนนอนหรืออสน. ในเบื้องต้นเน้น 5 โรค ได้แก่ โรคจิต โรคซึมเศร้า ยาเสพติด ภาวการณ์ฆ่าตัวตาย และภาวการณ์ถอนสุรา เพื่อดำเนินการตรวจคัดกรองสุขภาพจิตผู้ต้องรายใหม่ทุกคน พร้อมจัดระบบขึ้นทะเบียนการดูแลตั้งแต่ต้น และมีระบบการส่งต่อในพื้นที่หลังพ้นโทษไปแล้วอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด