Breaking กีฬา กีฬาจิปาถะ กีฬาในประเทศ ข่าว

กีฬาจิปาถะ : เห็นอะไรไหม?? ในคิงส์คัพ

คิงส์คัพ ครั้งที่ 46 ที่เพิ่งจบลงไป เป็นทัวร์นาเมนท์ที่เห็นการพัฒนา และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีของขุนพล “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ซึ่งจะมีเรื่องอะไรบ้างนั้น ไปติดตามได้จาก “กีฬาจิปาถะ” ครับผม

กีฬาจิปาถะ

เห็นอะไรไหม?? ในคิงส์คัพ

ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 46 รูดม่านปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งถึงแม้ตอนจบจะไม่ “แฮปปี้เอ็นดิ้ง” สำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทย เมื่อแชมป์ต้องตกไปเป็นของ พลพรรค “สโลวัก” ทีมชาติสโลวาเกีย ทีมอันดับ 29 ของโลกก็ตาม

แต่เชื่อเหลือเกินว่า ถ้าหากใครได้ชมฝีเท้าของทีมชาติไทยตลอดทัวร์นาเมนท์ ก็คงจะพึงพอใจในฟอร์มการเล่นไม่น้อย เพราะ “ช้างศึก” ทั้ง 11 เชือก สามารถต่อกรกับทีมที่มีอันดับโลกเหนือกว่าอย่าง กาบอง และ สโลวาเกีย ได้อย่างสูสี

ที่สำคัญยังได้เห็นการพัฒนา และเปลี่ยนแปลงของทีมชาติไทยชุดนี้ในหลายๆ เรื่อง ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น วันนี้ทีมข่าวกีฬาสปริงนิวส์ ได้รวบรวมมาให้ได้รับทราบกันครับ

ราเยวัช นำ “ช้างศึก” ต่อกรกับทีมระดับโลกได้อย่างสูสี

“กึ๋น” ของ มิโลวาน ราเยวัช
โจทย์ที่นายใหญ่ชาวเซอร์เบียได้รับ ก่อนศึกคิงส์คัพ 2018 จะเริ่มขึ้น ก็คือต้องนำพลพรรค “ช้างศึก” ป้องกันแชมป์เอาไว้ให้ได้ ซึ่งถ้ามองกันตามความจริงพร้อมทั้งเหลียวไปมองคู่แข่งอย่าง กาบอง, สโลวาเกีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทีมที่มีฟีฟ่าแรงกิ้งดีกว่าเราแล้ว เรื่องการคว้าแชมป์ “คิงส์คัพ 2018” แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้น้อยมากสำหรับทีมชาติไทย

แต่ด้วย “กึ๋น” ในการวางแท็คติก “ราเยวัช” กลับทำให้ “ช้างศึก” ลงไปเล่นกับ กาบอง ในนัดแรกได้อย่างสูสี และแทบจะเหนือกว่าด้วยในครึ่งหลัง ทั้งๆ ที่ กาบอง มีนักเตะประสบการณ์สูงที่เล่นอยู่ในยุโรปหลายคน

ส่วนในเกมกับ สโลวาเกีย ถึงแม้จะเสียเปรียบในเรื่องรูปร่าง แต่ ราเยวัช ก็แก้ปัญหาให้กับทีมชาติไทยด้วยการเน้นเกมรับ และใช้ความเร็วที่เหนือกว่าเล่นงานทีมอันดับ 29 ของโลก จนทำให้ ไทย สู้ได้อย่างออกรสออกชาติ และมีสถิติการครองบอล รวมถึงโอกาสยิงประตู เหนือกว่า สโลวัก ทุกอย่าง รวมถึงเกือบที่จะป้องกันแชมป์คิงส์คัพเอาไว้ได้อีกสมัยด้วย

ชนาธิป โดดเด่นเหลือเกินในทัวร์นาเมนท์นี้

การพัฒนาของผู้เล่นที่ไปค้าแข้งต่างแดน
ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีรศิลป์ แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน และ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ คือ 4 ผู้เล่นชุดนี้มีค้าแข้งอยู่ต่างประเทศ ซึ่งทุกคนถือว่า นำประสบการณ์ที่ออกไปค้าแข้งช่วยทีมชาติไทยได้เป็นอย่างดี

ที่เห็นได้เด่นชัดก็คงจะเป็นในรายของ ชนาธิป ที่กลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในแดนกลางของทีมชาติไทย ที่สำคัญประสบการณ์ในการไปค้าแข้งใน เจลีก ยังทำให้ ชนาธิป มีสปีดบอล และความแข็งแกร่งที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ในขณะที่ ธีรศิลป์ ถึงแม้จะไม่สามารถทำประตูในทัวร์นาเมนท์นี้ได้ แต่การพักบอล บวกกับความแข็งแกร่ง รวมถึงเซนต์ในการเล่นร่วมกับเพื่อนร่วมทีมก็ยังถือว่า ยอดเยี่ยม และเมื่อมีโอกาสยิงประตูก็ยังถือว่า ใกล้เคียง รวมถึงไว้ใจได้เสมอ

อีกหนึ่งคนที่โชว์ฟอร์มได้ดีสำหรับทัวร์นาเมนท์นี้ก็คือ กวินทร์ ที่โชว์เซฟ 2 จุดโทษในเกมที่เอาชนะ กาบอง พร้อมทั้งช่วยให้ทัพ “ช้างศึก” ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ถึงแม้ในรอบชิงดำ กวินทร์ จะเสียไปถึง 3 ประตู แต่ก็ต้องยอมรับว่า ทุกประตูที่เสียสุดความสามารถ และถ้าไม่มี กวินทร์ ไทยอาจจะเสียประตูมากกว่านี้ก็ได้ ปิดท้ายกันที่ ธีราทร ถึงแม้เจ้าตัวจะออกมายอมรับว่า โชว์ฟอร์มได้ไม่มีในทัวร์นาเมนท์นี้ แต่ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากที่เจ้าตัวไม่ได้เล่นตำแหน่ง “แบ็คซ้าย” ที่ถนัด รวมถึงไม่กล้าทำเกมรุกมากเพราะต้องลงมาช่วยเกมรับของ พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา ด้วย

“เฉลิมพงษ์-พรรษา” ดูโอแนวรับที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม

อาวุธใหม่ของ เฉลิมพงษ์-พรรษา ดูโอเกมรับ
กลายเป็นขุมกำลังหลักในยุคของ ราเยวัช มาหลายทัวร์นาเมนท์ สำหรับ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว และ พรรษา เหมวิบูลย์ โดยใน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 46 ทั้งคู่ยังเพิ่ม “เลเวล” การเล่นของตัวเองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเล่นเกมรับได้แข็งแกร่ง และสอดประสานกันได้อย่างลงตัวเหมือนที่ผ่านมาแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ทั้งคู่พัฒนาได้อย่างเด่นชัดก็คือ การเติมขึ้นมาทำประตู โดยในทัวร์นาเมนท์นี้ “เจ้าโย่ง” พรรษา สามารถเติมขึ้นมาทำได้ 1 ประตู รวมถึงยิงชนคานไปอีก 1 ครั้ง ขณะที่ เฉลิมพงษ์ ก็มีโอกาสเติมขึ้นมาทำประตูจากลูกโหม่งหลายครั้งในเกมกับ กาบอง ซึ่งดูจากฟอร์มนอกจากทั้งคู่จะสามารถยึดตัวจริงทีมชาติไทยไปได้อีกยาวนานแล้ว หลังจากนี้ทีมชาติไทยจะมีอาวุธในเกมรุกที่หลากหลายขึ้น ทั้งลูกตั้งเตะ และการเติมขึ้นมาทำประตูของปราการหลังตัวกลางนั้นเอง

“เจ้านิว” สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นกลางรับแถวหน้าของเมืองไทย

ฐิติพันธุ์ พ่วงจันทร์
หลายปีที่ผ่านมา สารัช อยู่เย็น, ชาริล ชัปปุยส์ และธนบูรณ์ เกษารัตน์ ผูกขาดตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับของทีมชาติไทยมาโดยตลอด จนทำให้ชื่อของ ฐิติพันธ์ ห่างหายจากสารบบทีมชาติไทยไปพักใหญ่ แต่จากการที่ ธนบูรณ์ ได้รับบาดเจ็บ และ สารัช กับ ชัปปุยส์ อยู่ในฟอร์มที่ไม่ค่อยดีนัก ทำให้ ฐิติพันธ์ ถูกเรียกกลับมาติดทีมชาติไทยในยุคของ ราเยวัช บ่อยครั้ง และเขาก็ไม่เคยทำให้แฟนฟุตบอลชาวไทยต้องผิดหวัง โดยเฉพาะใน “คิงส์คัพ” ครั้งนี้ “เจ้านิว” เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม และทุ่มเททุกครั้งที่อยู่ในสนาม จนได้รับเสียงชื่นชมมากมายจากแฟนบอล อย่างไรก็ตามก็ยังมีบางเรื่องที่เจ้าตัวต้องแก้ไข โดยเฉพาะการควบคุมอารมณ์ที่ต้องทำให้ดีกว่านี้ เพราะถ้าทำได้ “เจ้านิว” จะกลายเป็นกองกลางตัวรับที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่งของเมืองไทยเลยทีเดียว

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ “ช้างศึก” ทำผลงานได้ดี ก็คือกำลังใจจากแฟนบอล

“ศรัทธา” ของผู้เล่นคนที่ 12
หลังจากหมดยุค “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ต้องยอมรับว่า จำนวนแฟนบอลที่เข้ามาให้กำลังใจทัพ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ก็มีจำนวนลดน้อยถอยลงไปด้วย จนทำให้มีหลายเกมจะเห็นได้ว่า มีแฟนบอลเข้ามาชมเกมของทีมชาติไทยน้อยลงอย่างน่าใจหาย

แต่แล้วด้วยการเล่นแบบถวายชีวิตของขุนพล “ช้างศึก” ในเกมที่เอาชนะจุดโทษ กาบอง มันสามารถเรียก “ศรัทธา” ของแฟนฟุตบอลชาวไทยกลับมาได้อีกครั้ง จนทำให้ในเกมที่พบกับ สโลวาเกีย มีแฟนบอลเข้าไปชมในสนามถึง 45,425 คน มากที่สุดตั้งแต่ ราเยวัช เข้ามาคุมทีม ซึ่งขุนพล “ช้างศึก” ก็ตอบแทนความไว้เนื้อเชื่อใจของแฟนๆ ด้วยการเล่นอย่างสุดความสามารถ โดยถึงแม้จะไม่สามารถปราบ สโลวาเกีย และคว้าแชมป์มาครองได้ แต่เชื่อเหลือเกินว่า พวกเขาได้ใจผู้เล่นคนที่ 12 ไปแบบเต็มๆ

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

และนี่ก็คือทั้งหมดของการพัฒนา และเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นของทีมชาติไทยในการแข่งขันฟุตบอล “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 46 ที่เพิ่งจบลงไป ซึ่งบอกได้เลยว่า ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นแชมป์ แต่บอกได้เลยว่า ทีมชาติไทยเดินมาถูกทางแล้ว และจะเดินต่อไปอย่างแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น โดยมีนักเตะหมายเลข 12 ของซัพพอร์ต และให้กำลังใจพวกเขาตลอดไป