“พลเอกประจิน” คาด พรบ.เกี่ยวกับกัญชาเสร็จ กุมภาพันธ์ปีหน้า เตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมครม. 13 พ.ย.นี้ ชี้หากปลดล็อก องค์กรเภสัชกรรมเดินหน้าผลิตได้ทันที

“ประจิน” ย้ำจุดยืนปลดล็อกกัญชาเพื่อการแพทย์ ชงเข้าครม. 13 พ.ย. [คลิป]

พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึง พรบ.ยาเสพติดให้โทษ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องกัญชาให้สามารถใช้ในทางการแพทย์ได้ ว่า ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณา 90 วัน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 แต่มีความเห็นเรื่องการใช้ประโยชน์จากกัญชาให้แยกออกเป็น พ.ร.บ.เฉพาะ เนื่องจากหลายประเทศมีการวิจัยพบว่า น้ำมันที่สกัดได้จากกัญชา สามารถนำมารักษาโรคได้ เช่น อัลไซเมอร์ โรคชักกระตุกหรือพาร์กินสัน โรคหอบหืด และมะเร็ง ซึ่งไทย ในฐานะประเทศสมาชิกสหประชาชาติได้ทำข้อตกลง 2 ข้อ ว่าจะไม่นำยาเสพติดมาใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และให้ใช้ในการวิจัยถามวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์เท่านั้น

ขณะที่แนวทางปฏิบัติ รัฐบาลจะดูแลเรื่องพันธุ์กัญชา อุณหภูมิการปลูก พื้นที่ปลูก น้ำมันที่สกัดได้ ก่อนนำไปใช้ในการรักษา โดยทาง สนช. ได้ยกเรื่องดังกล่าวเป็น พรบ. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะชี้แจงในที่ประชุมสนช. 9 พฤศจิกายนนี้ ก่อนจะนำเข้าสู่ที่ประชุมครม. ในวันที่ 13 พฤศจิกายน หากเห็นชอบจะนำเข้าที่ประชุมสนช. เพื่อพิจารณาเป็นวาระต่อไป

พลอากาศเอกประจิน ยังกล่าวว่า หากปลดล็อกกัญชาประเภทที่ 5 เป็นประเภทที่ 2 ก็สามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ทันที นอกจากนี้จะมีการปรับกฎกระทรวงของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องแหล่งที่มาของกัญชาเพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้น เพื่อให้องค์กรเภสัชกรรม เป็นหน่วยงานนำร่องในการผลิตกัญชาเพื่อทางการแพทย์ก่อนร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจดทะเบียนอาหารและยา หรือ อย.

ส่วนแพทย์ทางเลือกและแพทย์แผนไทยต้องรอการออกพระราชบัญญัติ รวมถึงหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนก่อนนำไปใช้ประโยชน์อย่างถูกกฎหมาย

 

ขณะที่ พลเอกประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงความคืบหน้า การแก้กฏหมายกัญชาเพื่อทางการแพทย์ ว่าขณะนี้กฏหมายกัญชา ส่วนหนึ่งพิจารณาอยู่ที่ สนช. ขณะที่รัฐบาลก็รับมาพิจารณาและมอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข ไปพิจารณาปลดล็อก เพื่อนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ แต่ทั้งนี้ก็คำนึงว่าหากมีการปลดล็อกทางกฏหมายมากเกินไป ก็จะเกิดปัญหาตามมา เพราะประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องเดินไปทีละขั้น จะทำสิ่งไหนต้องไม่เป็นไปอย่างระมัดระวัง แต่ยืนยันว่าสิ่งไหนเป็นประโยชน์ในการรักษาพยาบาลหรือสาธารณะสุขก็จะอยู่ในแผนมีบท การปฏิรูปสาธารณะสุขไทย