Breaking ข่าว ทั่วไทย

ทุ่มงบจับ “พะยูน” ติดสัญญาณติดตามตัว

วันที่ 23 เม.ย. 2560 — ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา นายมาโนช วงษ์สุรีย์รัตน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ รศ.สพญ.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้วันสำคัญ ซึ่งตรงกับวันคุ้มครองโลก (22 เม.ย. ของทุกปี) ร่วมกันจับ "พะยูน" ติดตั้งอุปกรณ์สัญญาณดาวเทียมติดตามตัวได้เพิ่มอีก 2 ตัว เป็นพะยูนเพศผู้ทั้ง 2 ตัว

โดยตัวแรกตั้งชื่อว่า "เอิร์ท" ยาวประมาณ 2.44 เมตร น้ำหนักประมาณ 240 กิโลกรัม ตัวที่ 2 ตั้งชื่อว่า "คุ้มครอง" ยาวประมาณ 2.61 เมตร น้ำหนักประมาณ 260 กิโลกรัม ซึ่งทั้ง 2 ตัว เป็นพะยูนตัวเต็มวัย สุขภาพแข็งแรง โดย "เอิร์ท" มีบาดแผลกรีดยาวลึกและรอยขีดข่วนทั่วบริเวณแผ่นหลัง ที่เกิดจากคมเขี้ยวของคู่ต่อสู้พะยูนเพศผู้อีกตัวหนึ่ง ที่ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงพะยูนเพศเมีย ซึ่งจากการเก็บตัวอย่างเลือด, ตัวอย่างดีเอ็นเอ, ตรวจวัดขนาด, ตรวจสุขภาพทั่วไป และวัดอุณหภูมิร่างกายแล้ว พบว่า อุณหภูมิของพะยูน ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีปริมาณค่าใกล้เคียงกับมนุษย์ คือ 36.1 องศาเซลเซียส การถ่ายภาพเก็บบันทึกทั้งบนน้ำและใต้น้ำ โดยเฉพาะบริเวณส่วนหาง ซึ่งบ่งบอกอัตลักษณ์ของพะยูนแต่ละตัว เพื่อนำข้อมูลไปศึกษาวิจัยต่อไปแล้ว ทางทีมสัตวแพทย์ยังได้ทำการทายา เพื่อรักษาบาดแผลต่าง ๆ ป้องกันการติดเชื้อให้ด้วย หลังจากนั้นได้ทำการติดตั้งสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวพะยูนแล้วปล่อยคืนธรรมชาติไป

นอกจากนี้ ทีมแพทย์ยังได้เก็บตัวอย่างเลือดและตรวจร่างกายให้กับเต่าตนุ เพศเมีย น้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัมด้วย ซึ่งการเก็บตัวอย่างเลือดของทั้งเต่าและพะยูนในครั้งนี้ ทางทีมสัตว์แพทย์เก็บตัวอย่างในปริมาณที่มากกว่าการเก็บตัวอย่างพะยูนเพศผู้ตัวแรก คือ จักรี ที่ติดตั้งสัญญาณดาวเทียมตัวแรก ซึ่งนอกจากเอาเลือดส่วนหนึ่งไปตรวจเม็ดเลือดแล้ว ยังนำไปวิเคราะห์ฮอร์โมน เพื่อประโยชน์ในทางวิทยาศาสตร์ เตรียมการขยายพันธุ์ในอนาคตต่อไป

ทั้งนี้ ระหว่างเจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติงานตลอดทั้งวัน พบเห็นพะยูน "จักรี" ที่เจ้าหน้าที่ได้ทำการติดตั้งสัญญาณดาวเทียมทรงกระบอกสีแดง เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งผ่านมาแล้วกว่า 17 วัน โดยพะยูนจักรีเข้ามาว่ายน้ำกินหญ้าทะเลตามปกติ บริเวณหาดหยงหลำ-เกาะมุกด์ ซึ่งทีมสัตวแพทย์ได้ดำน้ำเข้าไปดูในระยะใกล้ พบว่า พะยูนจักรีมีสุขภาพแข็งแรง ว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่เป็นอุปสรรคในการหากินหญ้าทะเล จากการลากสายสัญญาณติดตามตัวแต่อย่างใด

นายมาโนช กล่าวว่า จากการติดตั้งสัญญาณดาวเทียมให้กับพะยูนจักรี ถือว่าเป็นข้อมูลวิชาการที่ดีที่สุดยอดที่สุดในประเทศไทย ในกระบวนการจัดการพะยูน สามารถรู้ถึงเส้นทางหากิน แหล่งอาศัยของพะยูนจักรี โดยช่วงน้ำทะเลขึ้น พะยูนจักรีจะเข้ามาหากินบริเวณหาดหยงหลำ จุดที่ทำการจับ วันละ 2 รอบ คือ เช้า-เย็น ส่วนเวลาน้ำลงพะยูนจักรีจะเคลื่อนย้ายตัวเองไปอยู่ตามจุดต่าง ๆ ที่มีน้ำลึกประมาณ 8-10 เมตร ถือเป็นงานอีกรูปแบบหนึ่งทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย สำหรับคนที่สนใจพะยูน จะเป็นการค้นหาพื้นที่หลับนอน แหล่งอาศัย จากข้อมูลพบว่า ทิศเหนือ พะยูนจะเคลื่อนย้ายตัวเองไปทางท่าเรือปากเมง ทางด้านทิศตะวันตก พบว่า ไปถึงทิศตะวันตกของเกาะกระดาน ส่วนทางทิศใต้ไปถึงบริเวณรอยต่อระหว่างเกาะมุกด์กับเกาะลิบง ซึ่งพะยูนจักรีจะหากินอยู่บริเวณตรงนี้เป็นประจำทุกวัน

"เมื่อติดตั้งได้ทั้ง 3 ตัว ข้อมูลแต่ละตัวก็จะนำมาทับซ้อน หรือเทียบเคียงกันว่า พะยูนทั้ง 3 ตัว จะมีการเคลื่อนย้ายไปในลักษณะอย่างไร แต่ปริมาณแค่ 3 ตัว ที่จับติดตั้งสัญญาณดาวเทียมไปนั้น ไม่สามารถจะทราบลักษณะนิสัย แหล่งอาศัย อยู่กินของพะยูนในทะเลตรัง ที่มีประมาณ 169 ตัว จากการบินสำรวจล่าสุดของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ เพราะตามทฤษฎีการจับ จะต้องใช้ตัวแทนของแต่ละฝูง เพื่อจะได้รับทราบจุดไข่แดงของมัน ซึ่ง 3 ตัว ที่จับได้ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมนั้น เป็นแค่โครงการนำร่องเท่านั้น เพื่อให้ทุกฝ่าย รวมทั้งคนไทยได้รับรู้ว่า จ.ตรัง มีแหล่งไข่แดง ถิ่นอาศัยของสัตว์ทะเลหายากสำคัญระดับโลก ที่อยู่ในพื้นที่นี้

ส่วนการจะติดกี่ตัว เพื่อให้สามารถตรวจสอบพฤติกรรมโดยภาพรวมของพะยูน ที่มีทั้งหมดจากผลการบินสำรวจของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีจำนวน 169 ตัว จะขึ้นอยู่กับจำนวนฝูง เปอร์เซ็นต์ของประชากรในแต่ละฝูง ในการที่จะรู้ว่า ประชากรในบริเวณตรงนี้อยู่อย่างไร และเมื่อเราเฝ้าระวังและบริเวณพื้นที่อยู่ในลักษณะมาตรฐานที่เราควบคุมได้ เราก็จะสามารถแยกกลุ่มประชากรได้ ซึ่งเมื่อแยกกลุ่มประชากรได้ เราอาจจะคัดเลือกตัวแทนของกลุ่มประชากรในแต่ละพื้นที่ เพื่อค้นหาความลับของพะยูนต่อไป ในบริเวณหาดเจ้าไหมมีประมาณ 3-4 ฝูง ประมาณ 30-40 ตัว โดย 3 ตัว ที่จับนี้ยังไม่ทราบว่า ต่างฝูง หรือ ฝูงเดียวกัน ซึ่งข้อมูลจะได้จากสัญญาณดาวเทียมต่อไป

ด้าน รศ.สพญ.นันทริกา กล่าวว่า เลือดของพะยูนตัวแรกคือจักรีที่จับได้เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ทีมสัตว์แพทย์ได้นำเม็ดเลือดไปตรวจพบว่า ค่าของเลือดที่ได้ก็อยู่ในมาตรฐานที่ได้ใกล้เคียงกับพะยูนในออสเตรเลียมาก ซึ่งก็น่าจะเป็นข้อมูลที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนกันได้ แต่ครั้งนี้เราได้เลือดไปมากกว่าเดิม เพื่อจะเอาไปตรวจหาฮอร์โมน  ส่วนพะยูนที่จับได้เพิ่มอีก 2 ตัว เป็นพะยูนตัวผู้ ซึ่งลักษณะฮอร์โมนก็จะสามารถจะบอกได้ว่า การผสมพันธุ์ของพวกมันจะเป็นไปตามฤดูกาลหรือว่าเป็นไปได้ตลอดทั้งปี ก็จะเป็นข้อมูลที่ใช้ในการอนุรักษ์ต่อไป 

"ถ้าช่วงไหนที่มีฮอร์โมนสูงตลอดปีที่จะทำต่อไป ก็จะสามารถบอกกับชุมชน พี่น้องประมงพื้นบ้านและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า เป็นช่วงที่พะยูนจะผสมพันธุ์ ก็ขอให้ทุกคนหลีกเลี่ยงหรือช่วยกันระมัดระวังด้วย หวังว่าจะได้เป็นประโยชน์ต่อไป  สิ่งที่ทางทีมสัตว์แพทย์คาดหวังอยากจะให้เกิดจากการทำงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้คือ ทางทีมสัตว์แพทย์เองเรามีวิทยาการที่จะทำการขยายพันธุ์ของหลายชนิดมากที่เป็นพื้นฐานสามารถนำมาใช้ได้ ทั้งการผสมจริง  การเพิ่มความอยากผสม  ไปถึงการผสมเทียม การถ่ายฝากตัวอ่อน  รวมทั้งการโคลนนิ่ง  คือ ทางทีมแพทย์ทำได้หลายอย่างมากในสัตว์ชนิดอื่น  จึงอยากนำวิทยาการเหล่านี้มาใช้กับพะยูน ถ้ามีความจำเป็นและทำได้ ในอนาคตหากเกรงมันจะสูญพันธุ์ อาจต้องใช้ความรู้พื้นฐานที่ได้จากข้อมูลในธรรมชาติที่ได้ในลักษณะนี้ เพื่อสร้างสถานการณ์เลียนแบบธรรมชาติให้มากที่สุดก็มีโอกาสจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บน้ำเชื้อพะยูน การผสมเทียม และอื่น ๆ  

คือ ในอนาคตถ้าเป็นไปได้เราอยากรีดน้ำเชื้อพะยูนตัวผู้ไว้ได้ แม้กระทั่งจากซาก ซึ่งตอนนี้คณะสัตวแพทย์ศาสตร์เองกำลังพัฒนาวิธีการที่จะเก็บอสุจิจากซากของพะยูนและซากของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ มาเก็บเอาไว้ วันหนึ่งพบเจอตัวเมียที่พร้อมจะผสมพันธุ์ก็จะใช้เชื้อเหล่านี้เข้าไปผสมได้ ตรงนี้คืออนาคตที่ทีมสัตวแพทย์อยากจะทำ สิ่งหนึ่งที่ทางทีมสัตวแพทย์หรือนักวิชาการอยากจะเห็นมากคือ อยากเห็นความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน ซึ่งปัจจุบันเห็นว่ามีแนวทางไปทางที่ดีมากขึ้น คือ มีการแชร์ข้อมูลกันมากขึ้น ถ้าฝ่ายใดสนใจที่จะเรียนรู้เทคนิคซึ่งกันและกันหรือต้องการข้อมูลในการเก็บตัวอย่างมาทำงานร่วมกันก็จะเป็นประโยชน์และนิมิตหมายอันดีที่เราจะอนุรักษ์พะยูนให้คงอยู่ ไม่เฉพาะที่จ.ตรัง แต่เป็นของประเทศไทย และเป็นผลงานของโลกด้วย  

ที่ผ่านมาแม้ทุกฝ่ายจะทำ แต่เน้นการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน ทำกันในส่วนเฉพาะที่ตัวเองรับผิดชอบหรือพื้นที่ตนเองดูแลเป็นหลัก แม้จะมีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการอนุรักษ์  แต่หน่วยงานระดับสถาบันการศึกษา เช่น จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย คณะสัตวแพทย์ศาสตร์เป็นเหมือนหน่วยงานกลางที่เราจะมีวิทยาการด้านวิชาการต่างๆที่พร้อมจะเข้ามาสนับสนุนหน่วยงานทั้งหลาย  ซึ่งในการจับพะยูนติดสัญญาณดาวเทียมของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมในครั้งนี้ หลังจากที่ได้ลงมาติดตามและทำงานร่วมในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วถือว่าเป็นจับพะยูนที่ทำได้ให้เกิดความเครียดต่อสัตว์น้อยมาก  หวังว่าค่าต่างๆที่ได้มาก็จะชี้ให้เห็นว่าผลที่จะจับเหล่านี้มีความปลอดภัยกับสัตว์แค่ไหน คราวที่แล้วทีได้มากก็พบว่าความเครียดของสัตว์อยู่ในเกณฑ์ที่น้อยมาก”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ในการจับพะยูน 3 ตัว มาติดตั้งสัญญาณติดตามตัว ใช้เวลาหลายวันมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมยังไม่เปิดเผยเงินงบประมาณในการจับพะยูนติดตั้งสัญญาณตามตัวพะยูนในครั้งนี้

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน