ข่าว

“สนธิญาณ” โต้ “ผู้จัดการ” นำเสนอบทความทำสาธารณชนเข้าใจผิด

ผู้บริหาร “เนชั่น” โต้ทันควัน สื่อเว็บไซต์ผู้จัดการ นำเสนอบทความทำสาธารณชนเข้าใจผิด ชี้ ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน กระทบภาพลักษณ์การดำเนินธุรกิจ “ทีวี ดิจิทัล”

สืบเนื่องจากการที่เว็บไซต์ ผู้จัดการ ได้นำเสนอบทความข่าวเชิงเปรียบเทียบ จากกระแสข่าวเรื่องอดีตผู้บริหารเนชั่น อย่าง นายสุทธิชัย หยุ่น มีแผนจะเข้าบริหารทีมข่าวทีวีดิจิทัลช่องหนึ่ง และมีบางช่วงตอนวิพากษ์วิจารณ์ พาดพิงไปถึงผลการทำงานผู้บริหาร บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป หรือ NMG ในลักษณะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ว่า เครือเนชั่นปัจจุบันไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนก่อน ??

“ในขณะที่เนชั่นเดิม ที่ต้องยอมรับว่าไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนก่อน ก็ยิ่งจะต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อรับมือกับการกลับมาครั้งนี้ของสุทธิชัย หยุ่น ที่ต้องบอกว่ามาแบบอาวุธครบมือ ด้วยจุดประสงค์เพื่อเอาคืนโดยตรง !!!” ตามบทความ “เหล้าเก่าในขวดใหม่ “สุทธิชัย หยุ่น” คัมแบ็ก !!!” ที่กำลังเผยแพร่อยู่ในขณะนี้นั้น

(บทความประกอบ https://mgronline.com/entertainment/detail/9620000054405)

ล่าสุด นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เนชั่นบอร์ดแคสติ่ง คอเปอร์เรชั่น ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสื่อเครือเนชั่น เกี่ยวกับการเผยแพร่บทความดังกล่าวของเว็บไซต์ผู้จัดการ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน

คิดเห็นอย่างไร ผู้จัดการออนไลน์ วิจารณ์เครือเนชั่นถดถอย มีการพาดพิงผู้บริหาร NMG ชุดใหม่ ?

“ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่สื่อผู้จัดการไม่โทรมาคุย แล้วไปวิเคราะห์ ในลักษณะนั่งเทียน เขียนให้เกิดความเสียหายกับคนอื่นด้วยข้อมูลผิดๆ เพราะความเป็นจริงภายหลังจากที่ผู้บริหารชุดเดิมออกไป แล้วผมกับผู้บริหารชุดใหม่ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามากอบกู้สถานการณ์ของเนชั่น เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2561 สื่อทีวีเนชั่น (NBC) ก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ สถิติรายงานผลความนิยม หรือ เรตติ้ง ของ เนชั่น ทีวี จากเดิมค่าเฉลี่ยคนดูต่อนาที เคยอยู่ที่ 61,000 คนดู ต่อนาที เพียงไม่กี่เดือนเราทำให้ค่าเรตติ้งขยับเพิ่มกว่า 100% โดยช่วงระหว่าง เดือน พ.ค. ธ.ค. 2561 เนชั่น ทีวี มีค่าเฉลี่ยคนดูต่อนาที ขยับไปอยู่ที่ 110,000 คนต่อนาที และล่าสุดเรทติ้งของ เนชั่น ทีวี ขึ้นไปติดท็อปเทนของการวัดค่านิยมแล้ว โดยมีค่าเฉลี่ยคนดูต่อนาทีที่ 180,00 คนต่อนาที ดูจากตารางที่เป็นข้อมูลประกอบได้เลยว่า วันนี้ เนชั่น ทีวี ดีขึ้นทุกอย่างทั้ง เรตติ้ง และผลประกอบการแค่ไหน อย่างไร”

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ เนชั่น ทีวี มีความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกสูงมาก ?

“ประเด็นนี้ตอบได้ชัดเจนเลย ว่าเป็นเรื่องของนโยบายล้วนๆ เพราะ เนชั่น ทีวี ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางตัวเลขเรตติ้งเพิ่มขึ้น วันนี้เรายังคงใช้บุคลากร และทีมงานเดิมของเนชั่นทั้งหมด ซึ่งผมถือว่าพวกเขาเหล่านั้น เป็นบุคลากรที่มีศักยภาพ มีความสามารถ เพียงแต่ผู้บริหารชุดเดิมไม่ได้นำศักยภาพ และความสามารถของพนักงานที่ผมพูดถึง มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อันนี้คือปัญหาใหญ่ที่อดีตผู้บริหารในยุคคุณสุทธิชัยทิ้งเอาไว้ แล้วพวกเราเข้ามาปรับมาแก้ ทุกอย่างก็เดินหน้าได้ ไหนๆ พูดแล้วก็ขออธิบายให้เคลียร์ ในช่วงกลางปี 2561 ผมตัดสินใจส่งคุณฉัตรชัย ภู่โคกหวาย เข้าไปช่วยบริหาร เนชั่น ทีวี เพียงคนเดียวเท่านั้น และเขาก็ช่วยจัดการ กำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนา เนชั่น ทีวี ภายใต้แรงสนับสนุนของพนักงานเนชั่นชุดเดิม ที่มีความรู้ ความสามารถดีอยู่แล้ว สถานการณ์ทุกอย่างก็ดีขึ้นอย่างชัดเจน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากพูด อยากชี้แจงให้ชัด เพื่อจะไม่ไปทำให้เกิดเป็นประเด็นเข้าใจผิดกันอีก”

แล้วกับผลประกอบการเครือเนชั่นของเดิมกับปัจจุบัน ?

“อันนี้ชัดเจน ถ้ายังจำกันได้ ผมเคยท้าผ่านสื่อ ถามไปถึงผู้บริหารชุดเก่าเมื่อราวๆ กลางปี 2561 ให้ช่วยตอบหน่อยเถอะ ว่า บริหารกันอย่างไรทำให้เนชั่นกรุ๊ป ขาดทุน 3,500 ล้านบาท ในช่วงระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปี คือ ในปี 2559 มียอดขาดทุน 1,102 ล้านบาท และ 9 เดือนแรกของปี 2560 ขาดทุนอีกกว่า 2,300 ล้านบาท ไม่เพียงเท่านั้นยังมีหนี้ระยะสั้นอีก 1,580 ล้านบาท ที่ต้องชำระภายในระยะเวลา 9 เดือน แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครตอบ ทั้งที่อดีตผู้บริหารทุกคนมักไปประกาศตัวเองว่าเป็นมืออาชีพ นี่ยังไม่นับรวมตัวเลข ที่เราไปเจอแล้วส่อให้เห็นว่าการบริหารจัดการธุรกิจที่ผ่านๆ มามีความไม่โปร่งใส ซึ่งล่าสุดปัญหาทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนฟ้องร้องเอาผิดกันอยู่ โดยเฉพาะ ก.ล.ต. เพิ่งเรียกผมไปให้ข้อมูล ในความผิดปกติที่เขาตรวจพบเจอจากการทำงานของอดีตผู้บริหาร ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นความผิดพลาดหรือเจตนากระทำการทุจต แต่เชื่อว่าหลักฐานที่มีการตรวจพบ ทาง ก.ล.ต. จะได้มีการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป”

ชัดเจนว่าผลประกอบการของเครือเนชั่นตอนนี้ดีขึ้น ?

“ถ้าใช้คำว่าดีขึ้นผมว่าถูกต้องนะ ถึงแม้มันจะไม่ได้ดีในระดับให้เนชั่นหมดปัญหาที่หมักหมมกันมาในอดีต แต่ก็ต้องเรียกว่าเป็นแนวโน้มที่ดี และผมมั่นใจว่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง ยกตัวอย่างผลประกอบการ ของเนชั่น ทีวี (NBC) ในปี 2560 ภายใต้ผู้บริหารชุดเดิม มีผลประกอบการขาดทุนถึง 916.24 ล้านบาท แต่พอเราเข้ามาบริหารจัดการ ปรากฏว่าผลประกอบการทั้งปี 2561 ตัวเลขขาดทุน ลดลงเหลือเพียง 98.75 ล้านบาท

จุดนี้ต้องขยายเพิ่มเติมนะครับ ว่า 98.75 ล้านนี้ ไม่ใช่เป็นตัวเลขขาดทุนทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เราเข้าไปดูแล เนชั่น ทีวี เพราะช่วงที่เริ่มต้นสะสางวิกฤตของ เนชั่น ทีวี ที่ผู้บริหารชุดเดิมรับผิดชอบ ไตรมาสแรกของปี 2561 เนชั่น ทีวี มีตัวเลขผลประกอบการติดลบไปแล้วถึง 41.15 ล้านบาท

สิ่งที่เราพยายามอย่างถึงที่สุดในอีก 3 ไตรมาสต่อมา ก็คือเร่งแก้ไขสถานการณ์ เพื่อประคองไม่ให้ตัวเลขผลประกอบการติดลบเพิ่มขึ้นเป็นหลักร้อยล้านเหมือนในอดีต ซึ่งผลที่ออกมาก็เป็นไปตามเป้าหมาย คือ ชะลอผลประกอบการขาดทุนให้ลดลงเป็นลำดับในช่วง 9 เดือนหลังของปี 2561 และเป็นตัวเลขขาดทุนที่ลดลงถึง 89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ขณะที่ประมาณการรายได้นับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป เนชั่น ทีวี จะมีตัวเลขรายได้รวมราว 511 ล้านบาท และทำให้เรากลับมีผลกำไรสุทธิเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ตามข้อมูลที่ปรากฏในตารางประกอบ

ที่สำคัญยอดหนี้ของเครือเนชั่น หรือ NMG จากเดิมเมื่อต้นปี 2562 อยู่ที่ 1,580 ล้านบาท หลังจากเราเข้ามาบริหารจัดการ ล่าสุดยอดหนี้ เมื่อเดือน เม.ย. 2562 ที่ผ่านมา ลดลงเหลือ 920 ล้านบาทแล้ว และผมคาดว่าจากแผนธุรกิจทั้งหมดที่วางไว้ เราจะสามารถเคลียร์หนี้จบหมดภายในไตรมาส 3 ของปี 2562 นี้เลย”

ถามตรงๆ กังวลมั้ย กับกระแสข่าวช่องทีวีของคุณสุทธิชัยจะกลายเป็นคู่แข่ง ?

“ไม่รู้สึกอะไรเลย และผมไม่ได้ดูถูกใครด้วย เพราะผมมายืนจุดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ค ประสบการณ์ด้านการข่าวทั้งชีวิต ผมผ่านมาหมด ตั้งแต่คุมบริหารงานข่าวช่อง 3 หรือ สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ต้นแบบข่าววิทยุ และข่าวด่วน SMS เจ้าแรกของโลก หรือแม้แต่ทำให้ทีนิวส์ทีวี เป็นสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมอันดับหนึ่ง ขอย้ำชัดๆ อีกครั้ง ใครจะว่ายังไงก็ช่าง แต่ผมไม่คิดว่าการเคลื่อนไหวใดของคุณสุทธิชัย จะส่งผลกระทบอะไรกับเนชั่น อย่างที่สื่อผู้จัดการเอาไปตีความเอง และสำคัญเลยตอนที่ผมเข้ามารับผิดชอบบริหารเครือเนชั่น ผมก็ไม่ได้เข้ามาในลักษณะช่วงชิงอำนาจจากคุณสุทธิชัย และพวกสักนิดเลย ตรงข้ามเป็นทางด้านคุณสุทธิชัยต่างหากที่ทิ้งเนชั่นไป เป็นการไปในช่วงที่เนชั่นกำลังเกิดวิกฤตอย่างหนัก เหมือนเรือกำลังจะจมอย่างไรอย่างนั้น

แถมในช่วงที่พวกเขาจะไป ยังพบว่ามีการไปก่อหนี้ยืมสิน จากคุณสมบัติ พานิชชีวะ อีกหลายร้อยล้าน โดยการเอาหุ้นบริษัทในเครือไปจำนำ แล้วเราต้องมาตามแก้ปัญหาภายหลัง พูดแค่นี้คงไม่ต้องอธิบาย ขยายความอะไร กับข่าวที่คุณสุทธิชัยจะไปบริหารทีวีดิจิทัลช่องใหม่ แล้วก็มีคนมาแสดงความเป็นห่วงเนชั่น แบบที่ผู้จัดการออนไลน์ไปเขียนมโนเอาเอง”

ฝากถึงอะไรกับคนที่มักตั้งคำถามถึงอนาคตทีวีดิจิทัล โดยเฉพาะกับสื่อเครือเนชั่นบ้าง ?

“ก็ไม่มีอะไรมาก ง่ายๆ เลยสงสัยอะไรก็ให้ถามผม หรือ คุณฉาย บุนนาค ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของเครือเนชั่นกรุ๊ป หรือ NMG เพราะทุกคำถามสงสัยก็จะได้คำตอบจริงๆ ไม่ต้องไปวิเคราะห์ ตีความ ให้เกิดปัญหาเข้าใจผิดแบบนี้อีก ผมย้ำนะครับว่าที่ต้องออกมาพูดทั้งหมดไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร เพียงแต่เห็นว่าการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และคลาดเคลื่อนในลักษณะนี้ มันกระทบต่อภาพลักษณ์ทางธุรกิจ และเครดิตขององค์กรเนชั่นที่กำลังไปได้ดี คือจากช่องทีวีดิจิทัล ที่มี Ranking ในอันดับ 15 เมื่อช่วงเดือนม.ค. – ก.พ. 2561 วันนี้เราพา Ranking ตัวเองมาติดอันดับท็อปเทน ตามแผนงานที่จะทำให้องค์กรเดินหน้าทางธุรกิจต่อไปได้ จึงไม่อยากเห็นใครนำเสนอข่าวผิดๆ ในลักษณะมาสร้างกระทบต่อแผนการพัฒนาเนชั่นอีก

ที่สำคัญเลยกับขวัญกำลังใจพนักงานทุกคนขององค์กร ซึ่งก็รับรู้ในความเปลี่ยนแปลงของเนชั่นไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นมาโดยตลอด ซึ่งผมเองต้องขอขอบคุณพนักงานเนชั่นทุกคน ที่ร่วมแรงร่วมใจใน 2 ปี ที่ผ่านมา ทำให้เนชั่นกลับมายืนในจุดนี้ได้

และขอย้ำในตอนท้ายอีกครั้งว่า การพูดครั้งนี้เป็นการพูดด้วยความห่วงใยองค์กรสื่อ ที่กำลังเร่งพัฒนาตัวเองในทุกๆ ด้าน ห่วงความรู้สึกผู้ถือหุ้นในฐานะผู้สนับสนุน และพนักงานเนชั่นทุกคน ซึ่งวันนี้ชัดเจนว่าทุกคนคือ Share Holder ที่จะต้องช่วยกันดูแลเนชั่นให้เดินหน้าไปสู่ความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นต่อไป”