ข่าว

อย่าตกใจ! สธ. รับผู้ป่วยโควิด-19 แตะหลักพันใน 7 วัน จำเป็นต้องปิดกทม.

“อนุทิน” จำเป็นต้องปิดกทม. กันออกต่างจังหวัด หลังยอดติดเชื้อโควิด-19 สูง 80% ของผู้ป่วยรวม “หมอปิยะสกล” ขออย่าตกใจยอดติดเชื้อแตะหลักพันใน 7 วัน

วันนี้ (21 มี.ค. 63) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวภายหลังเป็นประธานประชุมหารือการบริหารจัดการสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่า การประชุมวันนี้ เป็นการสรุปสถานการณ์ให้ทุกคนได้รับทราบในการใช้มาตรการที่เข้มข้นขึ้นในการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขซึ่งถือเป็นองค์กรหลักที่จะประสานกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นแหล่งพบผู้ติดเชื้อโควิดมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นการดูแลรักษาและป้องกันและบริการผู้ป่วยจะเน้นพื้นที่ กทม.เป็นพิเศษ หากเราสามารถควบคุมการแพร่เชื้อในพื้นที่กทม. ได้ สถานการณ์ในต่างจังหวัดทั่วประเทศก็จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

“กทม.ถือเป็นแหล่งผู้ติดไวรัสโควิด-19 จึงจำเป็นต้องปิด กทม. แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปิดเมือง แต่เราจะปิดผู้ป่วยใน กทม.ไม่ให้เดินทางไปต่างจังหวัดด้วยการ ซีลพื้นที่ กทม. ให้ได้มากที่สุด และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ยืนยันว่าทุกคนในประเทศจะต้องรู้จักเข้าใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันเพื่อไม่ให้ทุกคนมีโอกาสติดเชื้อโควิด เนื่องจากเชื้อกลุ่มปิดอยู่ในตัวของคน ” นายอนุทิน กล่าว

รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข จะประสานงานเป็นอย่างดีกับคณะแพทย์ อาจารย์แพทย์ คณบดีแพทย์ เพื่อทำหน้าที่ประสานงาน ส่ง เวชภัณฑ์ ยารักษา  งานวิจัยตามหลักวิชาการเพื่อต่อสู้กับครูปิดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป็นหนึ่งเดียว

“นี่คือทีมต่อสู้โควิดที่ดีที่สุด หรือ  The  best teamนี่คือภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่บุคลากรชั้นนำทางด้านการแพทย์มารวมตัวกันต่อสู้ไวรัส Covid-19  เพื่อไม่ให้ทำอันตรายต่อประชาชนได้นี่คือพลังของประชาชนที่ทุกคนได้เสียภาษีเราจะรวมหัวใจเป็นหนึ่งเดียวในการต่อสู้เพื่อให้ประชาชนปลอดภัย”  นายอนุทิน กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

เมื่อถามถึง กระแสข่าวรัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉิน นายอนุทิน กล่าวว่าเราหวังว่ากฏหมายที่มีอยู่คือ พรบ.ควบคุมโรค ถ้าได้รับความร่วมมือจากประชาชน เรายังเอาอยู่ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ หากคนบางกลุ่มไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ให้ความร่วมมือ เพราะขณะนี้พวกเราทำทุกๆอย่างครอบคลุมหมดแล้ว ขออย่าป่วย หรือเอาตัวเองไปเสี่ยงกับโรคโควิด สิ่งที่ดีที่สุดคือการไม่ป่วย  ซึ่งไม่ว่าจะกฎหมายฉบับใด หากประชาชนไม่เคารพและยังฝ่าฝืนกฎหมาย กฎหมายก็เป็นเพียงกระดาษใบหนึ่ง

เมื่อถามว่าหากคนยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม จะต้องถึงขั้นบังคับหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการดูแลตัวเอง สิ่งที่ควรกลัวที่สุดคือการถูกประนามจากสังคม หากยังมีกลุ่มคน ที่ยังมีพฤติกรรมแบบนี้อยู่ให้ระวังกฎหมาย เรายังมีคนที่รักประเทศชาติไม่ยอมให้คน ที่ไม่หวังดีต่อสังคมออกไปเฉิดฉาย สร้างความเดือดร้อน

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่า  การประชุมวันนี้เพื่อต้องการให้รู้ว่าแต่ละฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยขณะนี้เราพยายามกระชับสถานการณ์ ยืนยันว่าไม่ได้เดินตามหลังสถานการณ์ แต่เราทำล่วงหน้า โดยเราต้องหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ให้ได้ จึงขอให้ประชาชนช่วยกันรับผิดชอบต่อสังคม รับผิดชอบในส่วนของกลุ่มเสี่ยงก็ต้องรับผิดชอบด้วยการไปรายงานตัวเพื่อแจ้งให้ทราบไม่ใช่ปกปิด ควรให้ความร่วมมือกับแพทย์

สำหรับการ แบ่งกลุ่มผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหนักไม่มีโรงพยาบาลไหนรับได้ทั้งหมดจึงต้องจัดให้ไปอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมเช่นอาคารโรงแรมปริ๊นเซสยกห้องให้จำนวน 350 ห้อง เริ่มวันที่ 23 มี.ค.นี้ หัวใจเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากโรงพยาบาลไปอยู่โรงแรมดังกล่าวจะทำให้ รพ.ศิริราช,รพ.รามาธิบดี และ รพ.จุฬาลงกรณ์สามารถรองรับคนที่มีอาการหนักได้

ในขณะที่ตัวเลขของผู้ติดเชื้อยังไม่ลดลงภายใน 3-4 วันนี้ เพราะเป็นช่วงที่มีการระบาดแล้ว ตัวเลขผู้ติดเชื้อต้องขยับขึ้นแน่นอน แต่อยู่กระบวนการที่รัฐบาลกำลังทำอยู่และความร่วมมือประชาชนให้ตัวเลขลงให้ได้ เราไม่ได้พลักภาระไปให้ประชาชน แต่ประชาชนจะต้องมีวินัยและรับผิดชอบต่อสังคม

“ยืนยันว่า ตัวเลขผู้ติดโควิด-19 จะขยับขึ้นอีกในไม่กี่วันนี้ และอย่าตกใจ และภายใน7 วันนี้จะมีโอกาสเห็นผู้ติดเชื้อถึงหลักพัน ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่ากทม ออกมาตราการสกัดการแพร่เชื้อโควิด ใน กทม.นั้น พื้นที่กทมถือเป็นโมเดล ให้กลับต่างจังหวัดที่จะต้องปฏิบัติตาม ” นพ.ปิยะสกล ระบุ