ข่าว

คุยกับผู้ริเริ่ม “ตู้ปันสุข” ในเมืองไทย ที่เคยถูกดูแคลน ไม่มีทางเป็นไปได้

ตู้ปันสุข เริ่มต้นจากตู้เพียง 5 หลัง ก่อนกระจายไปทั่วประเทศ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ หลายคนคิดว่ายากที่โครงการนี้จะเกิดขึ้น และสำเร็จได้

ตู้ปันสุข ปรากฏการณ์แห่งการแบ่งปัน สิ่งที่ก่อให้เกิดความชุ่มฉ่ำหัวใจในช่วงที่สังคมไทยกำลังบอบช้ำ

มีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่มจิตอาสา “อิฐน้อย” ที่มี สุภกฤษ กุลชาติวิจิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก รู้รอบตอบโจทย์ธุรกิจ เป็นแกนนำ

ด้วยความเชื่อที่ว่า ความเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะทำให้พวกเรา ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

โดยสุภกฤษบอกกับเราว่า กระแสตอบรับตู้ปันสุข เป็นสิ่งที่เกินความคาดมาก เพราะก่อนที่โครงการนี้จะเกิดขึ้น แทบไม่มีใครเชื่อว่า จะประสบความสำเร็จได้

คอนเซ็ปต์ตู้ชุมชน ที่ดูแลโดยชุมชน

สุภกฤษ เล่าถึงที่มาของแรงบันดาลใจ ก่อนกลายมาเป็นตู้ปันสุข โมเดลแห่งการแบ่งปัน ที่แสดงให้เห็นความมีน้ำใจของคนไทย

“คอนเซ็ปต์ตัวนี้ จริงๆ แล้วมันเป็นตู้ชุมชน ที่ดูแลโดยชุมชน ถ้าเป็นของต่างประเทศในโครงการ Little Free Pantry ของคุณเจสสิกา แม็กคลาร์ด ที่ผมได้รับแรงบันดาลใจ

“มันเป็นตู้ไซส์ขนาดเล็ก เท่ากับตู้ยาสามัญประจำบ้าน ใส่ของได้ไม่เยอะ แล้วของที่เขาใส่ จะเป็นของที่คละแบบกัน จะไม่ได้ใส่แบบทีเดียว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 20 ห่อ หรือว่าปลากระป๋องที 3 แพ็ค

“จะไม่ใช่แบบนั้น จะเป็นแค่ใส่อย่างละอัน 2 อัน แล้วก็เขาจะซอยย่อยไปตามชุมชน คือชุมชนดูแลรักษาตู้กันเอง”

โมเดลน้ำใจไทย ที่เคยถูกดูแคลน ไม่มีทางทำสำเร็จ

โครงการนี้  เริ่มต้นจากตู้เพียง 5 หลัง ตู้หลังแรกอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 71 ต่อมาก็ก่อเกิดแนวร่วมมากมาย ที่นำตู้ไปกระจายตามชุมชนต่างๆ ภายในระยะเวลาเพียงสัปดาห์กว่าๆ ก็มีตู้ปันสุขทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ หลายคนคิดว่า ยากที่โครงการตู้ปันสุขจะเกิดขึ้น และสำเร็จได้

“มีคนบอกผมว่า โปรเจคนี้คงทำไม่ได้ในสังคมไทย ผมนำวิดีโอต่างประเทศมาโพสต์ว่า ถ้าผมทำอย่างนี้ จะทำได้ไหม ?

“คนจำนวนมากที่มาคอมเม้นต์ บอกทำไม่ได้หรอก ไม่มีทางทำได้ แต่วันนี้ เราก็พิสูจน์แล้วว่า ความคนไทยมีน้ำใจ

“คุณลองคิดดูนะว่า ตู้แห่งน้ำใจนี้แพร่ระบาดทั่วทั้งเมืองไทย ใช้เวลาแค่ 7 วัน เร็วกว่าโควิดด้วยซ้ำไป

“แสดงว่า สิ่งที่ระบาดเร็วกว่าโควิด คือน้ำใจคนไทย คนไทยเป็นคนที่มีน้ำใจ แล้วหลายๆ วิกฤตเรารอดได้ เพราะคนไทยรู้จักการให้ แล้วก็มีน้ำใจต่อกัน” สุภกฤษ กล่าว

สมุดประจำตู้ฯ ช่องทางแสดงความรู้สึกดีๆ ต่อกัน

โดยตู้ปันสุขต้นแบบทั้ง 5 หลัง จะมีสมุดเล่มหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ระหว่างผู้รับกับผู้ให้ ใช้เป็นช่องทางแสดงความรู้สึกดีๆ ต่อกัน

“อีกจุดที่เป็นไฮไลต์ของตู้นี้เลย นั่นก็คือสมุด เป็นการเชื่อมโยงกัน ระหว่างผู้รับกับผู้ให้ ผมไม่แน่ใจว่า ใน 600 กว่าตู้มีหรือเปล่า แต่ว่า 5 ตู้แรกของผมน่ะมี

“เป็นสมุดที่คนรับกับคนให้ได้เขียนถึงกัน เป็นการถ่ายทอดความรัก เพราะตู้ปันสุข มันคือตู้แบ่งปันความสุข ผู้รับกับผู้ให้จึงเชื่อมโยงกัน ผ่านสมุดเล่มนี้

กระแสดราม่าตู้ปันสุข

แม้จะมีกระแสชื่นชมอย่างล้นหลาม แต่อีมุมหนึ่ง ก็มีเรื่องดราม่า โดยมีภาพบุคคล หรือกลุ่มคน กวาดอาหารจนเกลี้ยงตู้ ก่อให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยสุภกฤษได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้ว่า

“อาจเป็นเพราะภาพเหล่านั้นเนี่ยมันถูกฉายซ้ำ แต่เอาจริงๆ มันก็มีอยู่แค่จำนวนหนึ่งในบรรดาหกเจ็ดร้อยตู้

“จริงๆ คนที่มารับแบบพอเพียงแบบพอดี ผมว่าน่าจะเป็นพันเป็นหมื่นคน แต่พอภาพตามที่เป็นข่าวโผล่มา จึงทำให้หลายคนอาจรู้สึกตะขิดตะขวยใจ

“แต่ผมอยากบอกคนที่คิดจะทำความดีนะครับ จิตกุศลของคุณ ที่คิดจะทำความดี ที่คิดจะให้ เป็นจิตที่ดีแล้ว อย่าให้จิตของคุณที่คิดจะให้เนี่ย เสียกำลังใจ เพราะภาพไม่ดี เพียงไม่กี่ภาพ”

ความจริง มีหลายมิติ

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับตู้ปันสุข ไม่ว่าแง่บวก หรือแง่ลบ สุภกฤษแสดงความคิดเห็นว่า ภาพที่เราได้เห็น อาจจะเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ความจริงนั้นมีหลายด้าน และหลายมิติ รวมถึงคำว่า “พอดี” ของแต่ละคน ก็ไม่ได้มีปริมาณที่เท่ากัน

“ผมเชื่อว่า จริงๆ แล้ว คนที่ทำพฤติกรรมแบบนั้นเนี่ย มองได้ในหลายมิติ หนึ่ง เป็นคนที่เขาขัดสนจริงๆ

“บางทีผมเจอคนที่เขา เขาหยิบไปจำนวนมากๆ แต่ผมถามเขา เขาบอกว่า ที่บ้านเขา เขามีลูก 3 – 4 คน แล้วก็มีพ่อแม่ แล้วก็มีภรรยาอีก

“ฉะนั้นหยิบไปหลายซองเนี่ย เราบอกแค่ว่าหยิบ หยิบแต่พอดี แต่พอดีของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ถ้าบ้านเขามีหลายคน หยิบแต่พอดี อาจจะเป็นอย่างนั้น

“หรืออย่างสองพ่อลูกที่เป็นข่าวดราม่า คุณก็ดูซิว่าเขาแต่งตัวแบบนั้นน่ะ เขาก็น่าจะลำบากจริงๆ

“กับสอง คนอีกประเภทหนึ่งคือ ก็ไม่ได้ลำบาก แต่ก็อยากจะเอาเยอะๆ ไว้ก่อน เพราะว่ากลัว เพราะไม่รู้ว่า เหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า ก็โกยไปก่อน

“สาม คนประเภทอยากลองของ โลกสวยกันนักใช่ไหม เขาว่าจะไม่มี ลองสักหน่อยดีกว่าว่ะ ชวนเพื่อนตระเวน กวาด กวาด กวาด

“แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ ในที่สุดสังคมในชุมชนนั้นจะสอนเองว่า เขาก็ต้องคอยปราม คอยดู คอยเช็คเอง ว่าเฮ้ย อย่างนี้ไม่ได้นะ มาทำอย่างนี้ในสังคมในชุมชนเราไม่ได้นะ เพราะถ้าคนเห็น ต่อไปตู้นี้จะไม่มีคนมาใส่ของให้อีกแล้ว เพราะหมดศรัทธา ชุมชนเป็นคนดูแลชุมชนเอง”

ศรัทธาแห่งการให้ ก่อให้เกิดการแบ่งปัน

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ของตู้ปันสุข สุภกฤษวิเคราะห์ว่า สืบเนื่องมาจากความศรัทธา ศรัทธาแห่งการให้ จึงก่อให้เกิดการแบ่งปัน

“สำหรับคนที่จะมารับ ผมก็อยากจะบอกว่า ก็ให้รับแต่พอดี เพราะอยากลืมนะครับว่า คนให้ เขาไม่ได้มีหน้าที่ให้นะ เขาไม่ได้มีหน้าที่เติมของในร้านสะดวกซื้อนะครับ

“เขาให้ต่อเมื่อเขาศรัทธา ฉะนั้นถ้าเกิดคุณทำให้ศรัทธาเขาหมด เขาก็จะไม่ให้

“มันเหมือนนิทาน ห่านกับไข่ทองคำ ถ้าวันนี้ห่านยังอยู่ หมายถึงความศรัทธาในการให้ ยังอยู่ คุณก็ยังมีไข่กินทุกวัน มีไข่ทองคำกินทุกวัน

“แต่ถ้าเกิดวันนี้ห่านไม่อยู่แล้ว คุณคว้านท้องห่าน ห่านตายแล้ว คุณอยากจะได้เยอะๆ สุดท้ายแล้วเนี่ย มันก็จะไม่มีห่าน คุณก็จะไม่มีของที่จะกินได้ครับ

ความสุขที่เริ่มได้ ในชุมชนของเราเอง

ผลที่ตามาจากโมเดลตู้ปันสุข นอกจากความเอื้อเฟื้อเผื่อกัน นั่นก็คือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน สร้างสังคมที่น่าอยู่เพื่อวันนี้ และลูกหลานของเราในอนาคต

“ผมมีความเชื่อแบบนี้นะครับ ถ้าเมื่อใดก็ตามที่คนในชุมชนได้รู้จักการให้ ได้ลิ้มรสความรู้สึกของการให้ แล้วเข้าใจการให้เนี่ย ปัญหาในชุมชนจะลดน้อยลง ผมถึงบอกว่า ถ้าคุณอยากให้ คุณไม่ต้องไปให้ตู้ไหนไกล ให้ตู้ใกล้บ้าน

แต่ถ้าตู้ใกล้บ้านยังไม่มี คุณก็ตั้งเองเลย เป็นตู้ชุมชนของคุณ คุณสามารถทำให้คนในชุมชนรู้จักการให้ได้ ชุมชนของคุณก็จะน่าอยู่ และปลอดภัยสำหรับตัวคุณและลูกหลานด้วยครับ”

จากกระแสตอบรับกับปรากฏการณ์ตู้ปันสุข ที่มีแนวโน้มขยับขยายกระจายออกไปเรื่อยๆ นอกจากได้พิสูจน์ให้ถึงความมีน้ำจิตน้ำใจ ในสังคมมไทยแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงพลังศรัทธาแห่งการให้แต่วันหนึ่งจะมอดดับหรือลุกโชน ก็ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะผู้ให้ หรือผู้รับก็ตาม