ข่าว

เปิดผลตรวจ “บัตรพลังงาน” พบค่ารังสีเกิน 350 เท่า ผสมน้ำดื่มกระตุ้นมะเร็ง

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เผยผลตรวจบัตรพลังงาน พบระดับรังสีสูงกว่าค่าขีดจำกัดการได้รับปริมาณรังสีสำหรับประชาชนทั่วไป 350 เท่า หากนำผสมน้ำดื่มมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง

จากกรณีที่มีการซื้อขายบัตรบัตรพลังงาน หรือ การ์ดเวทมนตร์ อ้างสรรพคุณในการรักษาโรค โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ ตามร่างกาย ล่าสุดวันนี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ หรือ ปส.ได้เปิดผลการวิเคราะห์บัตรพลังงาน ออกมาแล้วว่า

– ไม่พบการเปรอะเปื้อนทางรังสีที่วัสดุห่อหุ้มและพื้นผิวของแผ่นการ์ด สำหรับการ์ดตัวอย่างที่สมบูรณ์ไม่แตกหัก
– การวัดธาตุองค์ประกอบของแผ่นการ์ดพบธาตุยูเรเนียมและทอเรียม
– การวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีในแผ่นการ์ดพบนิวไคลด์กัมมันตรังสีของอนุกรมทอเรียมและยูเรเนียม
– การวัดค่าระดับรังสี เทียบกับค่ารังสีพื้นหลัง พบว่าระดับรังสีของแผ่นการ์ดสูงกว่าระดับรังสีพื้นหลัง ประมาณ 200 เท่าที่ระยะห่างจากแผ่นการ์ด 1 เซนติเมตร ซึ่งระดับรังสีที่วัดได้อยู่ที่ประมาณ 40 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง หรือเทียบเป็น 350 เท่าของขีดจำกัดการได้รับปริมาณรังสีสำหรับประชาชนทั่วไปในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงความปลอดภัยทางรังสี พ.ศ. 2561
– การวัดค่าการกระจายตัวของสารกัมมันตรังสีในแผ่นการ์ดพบว่าสารกัมมันตรังสีกระจายอยู่ทั่วทั้งแผ่นการ์ดอย่างสม่ำเสมอ
– การถ่ายภาพเพื่อดูลักษณะภายในของแผ่นการ์ดด้วยรังสีเอกซ์ ไม่พบชิ้นส่วนอื่นใดประกอบอยู่ภายในแผ่นการ์ด




ทั้งนี้ หากยูเรเนียมและทอเรียมเข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดการแผ่รังสีต่ออวัยวะภายใน และเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ โดย ปส.เตรียมการวิเคราะห์การปนเปื้อนของวัสดุกัมมันตรังสีเมื่อนำแผ่นการ์ดแช่ในน้ำในลำดับต่อไปและเมื่อมีข้อมูลครบถ้วน ปส. อาจดำเนินคดีกับบริษัทผู้จำหน่ายต่อไป

ขณะที่วันนี้ นายศาสตรา ศรีปาน ส.ส.เขต 2 จังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต่านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ก็เดินทางไปยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอให้ตรวจสอบบริษัทที่ตั้งอยู่ในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่จำหน่ายบัตรพลังงานดังกล่าว ซึ่ง ขณะนี้พบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 คน ที่ตกเป็นผู้เสียหายหลงเชื่อซื้อบัตร โดยใช้บัตรนี้แทนการรักษาจากแพทย์อย่างถูกต้อง พร้อมกับเปิดเผยว่า ขณะนี้มีจำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกให้ซื้อบัตรแล้ว กว่า 100 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ที่อยู่บ้านเพียงลำพัง พบในพื้นที่ภาคอีสานมากสุด และ จากการตรวจสอบบริษัทดังกล่าวยังพบว่ามีการจดทะเบียนขายสบู่ แต่ไม่ได้จดทะเบียนจำหน่ายบัตร ปัจจุบันบริษัทยังคงเปิดอยู่

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทางดีเอสไอ ได้รับเรื่องนี้และจะนำไปตรวจสอบ ก่อนจะประสานเจ้าหน้าดีเอสไอประจำจังหวัดสงขลาลงพื้นที่ตรวจสอบ หากเข้าองค์ประกอบความผิด ก็จะพิจารณารับเป็นคดีพิเศษ พร้อมบูรณาการกับตำรวจในท้องที่ตรวจสอบ

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน