ไม่ออกหมายจับ หวย 30 ล้าน เหตุรอผลพิสูจน์คลิปเสียง

กองปราบแจง เหตุที่ยังออกหมายจับคนพูดปด กรณีหวย 30 ล้าน ระหว่าง ร.ต.ท.จรูญ และ ครูปรีชา ได้ เพราะยังต้องรอผลการยืนยันหลักฐานจาก พฐ. ก่อน วอนประชาชน อย่ากดดันเจ้าหน้าที่

พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม ชี้แจงถึงประเด็นที่ถูก กระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าการทำงานของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางที่ล่าช้า ไม่สามารถหาข้อสรุป เกี่ยวกับคดีสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ถูกรางวัลมูลค่า 30 ล้านบาท ระหว่าง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล และ ครูปรีชา ใคร่ครวญ ได้ ว่า คณะทำงาน ได้เร่งดำเนินการในการตรวจสอบวัตถุพยาน และการสอบสวนพยานปากต่างๆอย่างรัดกุมที่สุด ไม่ได้มีการดึงเวลาหรือยื้อเกิดความล่าช้า

แต่สิ่งที่ทำให้คดี ไม่สามารถหาข้อสรุป หรือดำเนินการออกหมายจับ ผู้ต้องหาได้เนื่องจากวัตถุพยานที่เป็นคลิปเสียงจำนวนประมาณ 6-7 คลิป ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. สามารถกู้ข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดี เกรงจะไม่มีน้ำหนักในชั้นศาล จึงได้ส่งคลิปเสียงทั้งหมดให้กองพิสูจน์หลักฐาน ดำเนินการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเทียบเคียงเสียงบุคคที่เกี่ยวข้อง

ก่อนยืนยันว่าเสียงที่ปรากฏเป็นของบุคคลที่ถูกอ้างถึงจริง อีกส่วนสำคัญคือ ต้องตรวจสอบให้ได้ว่าคลิปเสียงทั้งหมดไม่มีการตัดต่อหรือดัดแปลงภายหลังจากกู้คืนจากโทรศัพท์มือถือ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวทางกองพิสูจน์หลักฐานยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด โดยยังไม่สามารถระบุวันเวลาที่ตรวจสอบแล้วเสร็จได้ เพราะขั้นตอนดังกล่าวเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่ให้เกิดข้อบกพร่องหรือข้อโต้แย้งจากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายและก่อนจะดำเนินการออหมายจับ

และอีกส่วนที่ทำให้ยังไม่สามารถสรุปชี้ขาดคดีหรือดำเนินการออกหมายจับได้ คือการสอบสวนพยาน เพราะตามข้อมูลที่ พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ระบุว่าได้ให้ตำรวจกองกำกับการ 5 กองปราบปราม ลงไปสอบสวนพยานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นพยานปากเก่า 7 ปาก ที่ระบุชื่อในสำนวนของตำรวจภูธรภาค 7 เพิ่มเติมนั้น ในเวลานี้ยังไม่ทราบรายละเอียดของข้อมูลดังกล่าว แต่ตำรวจกองกำกับการ 5 ได้ดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว และหลังจากนี้จะต้องมีการเรียกพยานมาสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งเป็นพยานปากใหม่ที่ยังไม่เคยถูกระบุชื่อลงในสำนวนของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 อีก 2 ปาก ส่วนรายละเอียดของพยานบุคคลทั้งสองยังไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากจะมีผลต่อรูปคดี

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อีกหลายส่วนที่ยังต้องรอผลการสรุป เพื่อนำมาใช้พิสูจน์คำให้การของพยานและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดว่าใครพูดไม่ตรงกับความเป็นจริงตามลำดับเหตุการณ์ ทั้งนี้ไม่อยากให้ผู้ที่ติดตามข่าวหรือติดตามการทำงานของตำรวจกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่เพราะมีความจำเป็นต้องสืบหาข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อไม่เกิดข้อโต้แย้งในภายหลังจากคู่กรณีทั้งสองฝ่าย