ข่าว คอลัมน์ ม่านการเมือง เลือกตั้ง62

“เลือกตั้งล่วงหน้า” สะท้อนวันหย่อนบัตรจริง จับตา “บิ๊กเซอร์ไพร้ส์” ชนิด “หักปากกาเซียน”

เกินกว่าที่คาดคิด สำหรับการใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า และนอกเขตเลือกตั้ง 17 มีนาคม 2562 เมื่อประชาชนหลั่งไหลไปใช้สิทธิ์ออกเสียงอย่างถล่มทลาย ราวกับวันเลือกตั้งส.ส.จริงเสียด้วยซ้ำ แม้แต่ในกรุงเทพฯ ที่มักได้ชื่อว่า เป็นจังหวัดที่ออกไปใช้สิทธิ์กันน้อยเสมอ

แต่ครั้งนี้ ฟังจากคำให้สัมภาษณ์ของนางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ระบุว่า จากยอดที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิไว้ 929,061 คน สูงที่สุดในประเทศ คนไปใช้สิทธิมากถึง 810,306 คน หรือคิดเป็น 87.22%

โดยเฉพาะที่เขตบางกอกใหญ่ ใช้สิทธิถึง  92.70% ส่วนเขตอื่นๆ ตัวเลขก็ไล่เลี่ยกันในระดับ 90% อีกหลายเขต เขตบางกะปิ ที่มีคนลงทะเบียนใช้สิทธิมากที่สุด 61,401 คน ออกไปใช้สิทธิมากถึง  85.53% ที่น้อยที่สุด ไม่มีเขตไหนต่ำกว่า 80% เลย

ส่วนต่างจังหวัดก็มืดฟ้ามัวดิน ไปรอใช้สิทธิกันตั้งแต่เช้า เข้าแถวกันยาวเหยียด แต่ส่วนใหญ่การบริหารจัดการของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ทำให้การใช้สิทธิค่อนข้างลื่นไหน ไม่ชักช้านัก ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัคร ที่ช่วยจัดการเรื่องการจราจรและจุดจอดรถ ก็ทำหน้าที่พอใช้ได้ เมื่อเทียบกับจำนวนรถและคนที่ยกขบวนออกไปใช้สิทธิขนาดนี้

ความตื่นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือกระตือรือร้นออกไปใช้สิทธิในคูหาของคนรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งจะได้ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ซึ่งดูจากข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีอยู่ประมาณ 7 ล้านคน คนเหล่านี้ บริโภคข้อมูลข่าวสาร และมีการแชร์ข้อมูลต่างๆรวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งเรื่องพรรคการเมืองและตัวบุคคลตลอดเวลา ผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ

 

ทำให้เป้าหมายการใช้สิทธิการเลือกตั้งส.ส.ครั้งนี้ของ กกต.ชุดใหม่ถอดด้าม ที่มีนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน มีโอกาสสูงที่จะบรรลุเป้า 80% ที่วางไว้ ซึ่งไม่เคยทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งส.ส.ของประเทศไทย

สูงสุดที่เคยทำได้ คือเลือกตั้งส.ส.ปี 2554 ทำได้ 75% ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง

ความสำเร็จและปรากฎการณ์การใช้สิทธิล่วงหน้าและนอกเขตเลือกตั้ง 17 มีนาคม นับเป็นสัญญาณสำคัญบ่งชี้ให้ทราบว่า การเลือกตั้งจริง 24 มีนาคม 2562 จะยิ่งคึกคักและได้รับการตอบสนองจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเป็นครั้งแรกของการเลือกตั้งส.ส. หลังจากมีเลือกตั้งหลังสุดที่ได้รับการรับรองจาก กกต. คือเลือกตั้งเมื่อ 3 กรกฎาคม 2554

การว่างเว้นจากการเลือกตั้งอย่างยาวนาน ประกอบกับความขัดแย้งของสีเสื้อ และการยึดครองอำนาจอย่างยาวนานร่วม 5 ปีของ คสช. ท่ามกลางสภาวะทางเศรษฐกิจทั้งค่าครองชีพสูง พืชผลการเกษตรตกต่ำ ประกอบกับเรื่องสิทธิเสรีภาพถูกมองว่าโดนจำกัดไว้

การเลือกตั้ง จึงเป็นเสมือนการปลดล็อกของผู้คน หลังจากเฝ้ารอคอยอำนาจอธิปไตยกลับไปเป็นของตนเองมาหลายปี ประกอบกับการเลือกตั้งตามกติกาใหม่ตามรัฐธรรมนูญและกฏหมายลูก เป็นเสมือนการเริ่มต้นใหม่สำหรับการก้าวเดินไปข้างหน้าของประเทศไทย มีพรรคการเมืองถึง 80 พรรคที่ส่งผู้สมัครส.ส.รวมกันทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อมากกว่า 1 หมื่นคน พร้อมประกาศนานานโยบายแข่งกันเอาไว้ประชาชนสารพัด ยิ่งช่วยปลุกเร้ากระแสการตื่นตัวสำหรับใช้สิทธิเลือกตั้งโหมกระพืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วง “นับถอยหลังสู่วันเลือกตั้ง”

ที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง คือการเลือกตั้งหนนี้ มีกระแสเรียกร้องเรื่องการเปลี่ยนแปลงและสร้างการเมืองแบบใหม่ โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั้งที่ไม่เคยได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง และกลุ่ม GEN Y ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญในปัจจุบันทั้งแวดวงธุรกิจ การเมือง และในเชิงสังคม เป็น 2 GEN ที่มีความคิดทางการเมืองและแนวทางขับเคลื่อนประเทศแตกต่างไปจากคนรุ่นก่อนๆ

ถือเป็นพลังสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองเกิดใหม่บางพรรค เช่น พรรคอนาคตใหม่ และพรรคการเมืองบางพรรคที่ประกาศจุดยืนและท้ารบกับกลุ่มผู้มีอำนาจปัจจุบัน ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องผ่านผลสำรวจจากโพลหลายสำนัก ชนิดเกาะติดไม่ห่างจาก 3 พรรคการเมืองใหญ่ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐ

ขณะที่โพลอีก 2-3 สำนัก ชี้แนวโน้มในทิศทางตรงกันว่า พรรคในกลุ่ม “มาแรงแซงโค้ง” มีโอกาสจะสร้าง “บิ๊กเซอร์ไพร้ส์”ให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้ชนิดคาดคิดกันไม่ถึง

และอาจมีผลถึงเรื่องจัดตั้งรัฐบาล เพราะจะเป็นทั้งตัวแปรสำคัญ และอาจจับพลัดจับผลูถึงขั้นเป็น “ทางเลือกใหม่”เพื่อให้สูตรจัดตั้งรัฐบาลทำได้สำเร็จ และประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ติด “ล็อก”ติด “หล่ม”หรือ “กับดัก”

จับตากันให้ดี

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน