ต่างประเทศ

กต.ตอบโต้สหประชาชาติ ชี้รัฐไม่มีนโยบายคุกคามนักสิทธิมนุษยชน

กระทรวงต่างประเทศตอบโต้รายงานของสหประชาชาติที่จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีพฤติกรรมน่าละอายในใช้อำนาจคุกคามผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน โดยยืนยันว่าไทยไม่มีนโยบายหรือเจตนาที่จะคุกคามหรือข่มขู่นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน

น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่สหประชาชาติจัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม 38 ประเทศที่มีพฤติกรรมน่าละอายในใช้อำนาจคุกคามผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ว่า ไทยไม่มีนโยบายหรือเจตนาที่จะคุกคามหรือข่มขู่นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน โดยรัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จึงได้จัดทำมาตรการคุ้มครองให้ได้รับความปลอดภัยและสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพในการปฏิบัติงานและการดำรงชีวิตได้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 และบรรจุประเด็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของร่างแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 4 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ใน พ.ศ. 2562-2566

การตอบโต้ของกระทรวงต่างประเทศมีขึ้น หลังสหประชาชาติออกรายงานประจำปีเตือนว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้อำนาจคุกคามเหยื่อและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่ให้ความร่วมมือกับสหประชาชาติ โดยรายงานระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลคือรัฐบาลกีดกันการสื่อสารระหว่างชุมชน องค์กรประชาสังคม และสหประชาชาติ โดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องของความมั่นคง และกลยุทธ์ต่อต้านการก่อการร้าย โดยผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชน แอนดรูว์ กิลมอร์ กล่าวว่า สหประชาชาติยังพบเห็นการใช้เครื่องมือทางกฎหมาย ทางการเมืองและทางการปกครอง ในการคุกคามและปิดปากภาคประชาสังคมอีกด้วย

ขณะเดียวกันในวันนี้ องค์การฮิวแมนไรท์วอชยังได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกข้อจำกัดต่างๆที่มีไว้ใช้ควบคุมสิทธิพลเรือนและสิทธิด้านการเมืองในทันที เพื่อให้การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นเป็นไปอย่างยุติธรรมและโปร่งใส

สำหรับรายงาน 38 ประเทศที่มีพฤติกรรมน่าละอายในใช้อำนาจคุกคามผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนนั้น ไทยเพิ่งติดโผเป็นปีแรก แต่นอกจากไทยแล้วก็ยังมี จีน, ตุรกี, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, รัสเซีย, ซาอุดีอารเบีย, อินเดีย, อิสราเอล เป็นต้น ซึ่งบางประเทศก็เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติด้วยซ้ำไป