“หมอระวี”ทำนาย เลือกตั้งปี 62 จะเป็นการต่อสู้ของ 2 พรรคใหญ่ “พรรคทหาร-พรรคเพื่อไทย”

12 พ.ค. 2561 เวลา 4:05 น.

หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ มองการเลือกตั้งปี 62 จะเป็นกาต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองและเครือข่ายที่สนับสนุนทหาร คาดจะเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่ดุเดือดที่สุด

นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงการเลือกตั้งปี 62 ที่จะมาถึงว่าจะเป็นการต่อสู้ของ 2 พรรคใหญ่ คือพรรคทหารกับพรรคเพื่อไทย โดยจะแตกต่างจากการต่อสู้การเมืองในอดีต เพราะจะเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองและเครือข่าย คือพรรคการเมืองที่ประกาศชัดเจนว่าสนับสนุนทหาร และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี กับอีกหลายพรรคการเมืองที่ประกาศไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งจะเป็นพรรคเครือข่ายพรรคเพื่อไทย ดังนั้นครั้งนี้เป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่ดุเดือดที่สุด เงินอาจจะสะพัดเป็นแสนล้านบาท โดยมองจากฝ่าย นายทักษิณ ชินวัตร หรือพรรคเพื่อไทย สงครามครั้งนี้จะเป็นสงครามครั้งสุดท้าย ถ้าไม่ทุ่มเต็มที่อาจจะไม่มีโอกาสกลับเข้ามาอีกถ้าแพ้พรรคทหาร ส่วนพรรคทหารมีเป้าหมายคือให้พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็จะต้องทุ่มเททุกวิถีทาง ด้านพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้จะเป็นตัวรอง แต่จะเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด หากเข้าร่วมกับพรรคใดพรรคนั้นก็จะมีโอกาสเป็นรัฐบาล

“ในการเลือกตั้งปี 54 พรรคเพื่อไทยเคยได้คะแนน ส.ส.สัดส่วนทั้งประเทศ เกือบร้อยละ 50 ดังนั้นการเลือกตั้งในปี 62 พรรคเพื่อไทยจะต้องพยายามรักษาเป้าของตนเองไว้ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ จะมีการนับคะแนนเสียงของคะแนนส.ส.เขตแพ้ แต่คะแนนไม่หายไป แม้จะเกิดพรรคเล็กพรรค หรือแรงกดดันจากพรรคทหาร หรือมีพลังดูดพรรคทหาร ซึ่งจะส่งผลให้คะแนนสัดส่วนพรรคเพื่อไทยลดน้อยลง แต่อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยจะต้องเร่งในการให้ได้คะแนนส.ส.สัดส่วนให้ได้เกือบร้อยละ 50 เท่าเดิม ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยก็จะใช้กลยุทธ์ทุ่มเต็มที่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่หลัก เช่นภาคใต้เกือบ 50 เขตเลือกตั้ง ที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทุ่มเทจริงจริงจัง เพราะถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญในอดีตทุ่มเทแค่ไหนทุ่มไปก็ไม่ชนะพรรคประชาธิปัตย์ หากพรรคเพื่อไทยได้สัดส่วนส.ส.ร้อยละ48. แสดงว่าจำนวนส.ส.ทั้งสภาจะเกือบ 250 คน นั่นคือเป้าหมายที่พรรคเพื่อไทยต้องทำ”น.พ.ระวี กล่าว

นพ.ระวี กล่าวต่อว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยสามารถทำจำนวน ส.ส.สัดส่วนและเขตได้มากกว่า 230 เสียง เมื่อไปรวมกับพรรคเครือข่ายของพรรคเพื่อไทย จะทำให้พรรคเพื่อไทยและเครือข่ายได้ส.ส.มากกว่า 250 คน โอกาสที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกจะปิดประตูตาย เพราะจะต้องได้รับเสียงโหวตจาก ส.ส. และส.ว.รวมกันต้องได้ 500 เสียงขึ้นไปดังนั้นตัวเลข 230 เสียงของพรรคเพื่อไทยจะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีคนในเท่านั้น คาดการณ์ได้เลยว่าการเลือกตั้งครั้่งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนในแน่นอนแต่ถ้าพรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่ายรวมกันได้คะแนนมากกว่า 300 เสียง ผลคือโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์จะใช้เสียงของ ส.ว.มาบีบเพื่อที่จะไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นไปได้ยาก ไม่มีความชอบธรรม ดังนั้นถ้าได้ครบมากกว่า 300 เสียงจะส่งผลให้พรรคที่รอเสียบทั้งหลายมารวมกับพรรคเพื่อไทย โอกาสที่พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายก เป็นไปได้ยาก

เมื่อถามถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่จะตั้ง พรรค กปปส. ขึ้นมาลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ นพ.ระวี กล่าวว่า ก็จะเกิดการแย่งคะแนนจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งประเทศ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์อาจจะได้คะแนนเสียงต่ำกว่าร้อย แต่หลังการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นตัวแปรหลักในการจัดตั้งรัฐบาล คือหากพรรคประชาธิปัตย์เลือกอยู่ข้างพรรคใด พรรคนั้นก็มีโอกาสเป็นรัฐบาล เช่น ไปรวมพรรคทหาร หรือพรรคเครือข่ายทหาร พล.อ.ประยุทธ์ก็จะสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ขณะเดียวกันหากพรรคประชาธิปัตย์เลือกไปอยู่กับพรรคเพื่อไทยและเครือข่าย คาดว่าคะแนนเสียงอาจจะได้เกิน300 ถึง 350 เสียง แม้พล.อ.ประยุทธ์จะมีส.ว.250 เสียงและส.ส.150 เสียง รวมกันเกินครึ่งหนึ่งของสภา แต่ความชอบธรรมสำหรับที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นไปได้ยาก ดังนั้นถ้าพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย โอกาสที่จะได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างสูง ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้พรรคเพื่อไทยจะยินยอมให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเป้าหมายเพื่อสกัดพรรคทหารก่อน ปล่อยให้ปชป.เป็๋นนายกฯ โดยพรรคเพื่อไทยก็จะร่วมรัฐบาล ไปก่อน อนาคตเพื่อไทยก็สามารถแก้ปัญหาได้ ไม่ยาก ดังนั้นตัวแปรหลักจะมีส่วนสำคัญอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ด้วย